.

posted on 06 Jun 2009 19:24 by o7a7k7

ผมจิ้มหัวปากกาลงบนแผ่นกระดาษ และเมื่อออยมาถึง ผมจะชี้ให้ออยดู





                        






‘อะไรเหรอ?’ ออยคงจะยื่นหน้าลงไปดูด้วยความสงสัย

‘จุดน่ะ เราเป็นเพียงจุดเล็กๆ โดดเดี่ยวอ้างว้าง ไม่มีใครสนใจ’ ผมตอบ

‘อ่าฮ๊ะ’ ออยทำตาโตจ้องหน้าผม

‘แล้วออยดูนี่นะ’ ผมจิ้มปากกาลงบนแผ่นกระดาษ เพิ่มจุดขึ้นอีกจุดหนึ่ง ชี้ให้ออย
ดูทั้งสองจุด





                          







‘หือ?’ ออยมองตามมือผมอย่างงงๆ

‘จุดนี้พี่ อีกจุดนึงคือออย’

‘อืมม์ๆ ’ ออยพยักหน้าช้าๆ

‘เราต่างเป็นจุดเล็กๆ ไร้ค่า ไร้ที่มาที่ไป กระเด็นกระดอนเรื่อยเปื่อย แล้ว
มันน่าแปลกมั๊ยล่ะออย ที่จู่ๆ เราก็เคลื่อนมาอยู่ใกล้ๆ กัน แล้วดูนะ พี่จะ
ทำอะไรให้ดู’ ผมขีดเส้นตรงลากจากจุดผมไปยังจุดออย




                          






ผมชี้ปลายปากกาลงบนเส้นตรง ออยมองดูอยู่ชั่วขณะหนึ่ง เธอหันมาจ้อง
หน้าผมในแววตาเหมือนมีคำถาม

ผมพยักหน้ายืนยันคำตอบให้เธอ

‘พี่ พี่มีแฟนอยู่แล้วนะ ออยก็มีแฟนอยู่แล้วพี่ก็รู้ ออยน่ะชอบพี่นะ แต่ชอบพี่
แบบเพื่อน แบบพี่ชาย’ ออยพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

‘อ๋อ! ไม่ใช่นะ ออยเข้าใจผิดแล้ว พี่ไม่ได้ขอเป็นแฟนกับออย พี่ก็ชอบออย
แบบเพื่อนแบบน้องสาวเหมือนกัน’

‘งั้นเส้นตรงนี่หมายถึงอะไรล่ะ?’

เราทั้งสองจ้องหน้ากันนิ่ง ดวงตากลมโตหวานจ๋อยของออยวูบไปวูบมาระหว่างใบหน้า
ผมกับความคิดคำนึงของเธอ จนในที่สุดออยก็เอ่ยปากออกมา

‘จุดนี่พี่ แล้วจุดนี่ก็คือออย?’ เธอชี้ไปตรงแต่ละจุด

‘ใช่ครับ!’ ผมตอบ

‘แล้วเส้นนี่ก็ขีดพี่กับออย’

‘ครับ!’

‘พี่คงไม่ได้หมายถึง’ แก้มทั้งสองของออยเป็นสีชมพูเข้ม

‘ใช่เลยจ๊ะ!’ ผมยิ้มเจื่อนๆ ให้เธอ

‘นี่พี่กำลังจะขอออย’

‘จ๊ะ!’

‘กลางวันแสกๆ ในร้านก๊วยเตี๋ยวเนี่ยนะ!’ ออยคว้ากระเป๋าถือ ลุกพรวดจนโต๊ะสะเทือน หันหลังเดินออกไปจากร้าน

ออยในความคิดของผมเดินจากไป ก็พอดีกับที่ออยในโลกแห่งความจริงเดินเข้ามาหา
เธอนั่งลงข้างๆ ชะโงกตัวดูกระดาษในมือผม กลิ่นแชมพูจากเส้นผมของเธอหอมกรุ่น
เธอเบียดหัวไหล่นิ่มเย็นเฉียบกับต้นแขนผม

เธอเงยหน้าจากจุดในกระดาษ อมยิ้มมองหน้าผมแล้วเอ่ยถาม

อะไรอ่ะ?’

อ๋อ! จุดน่ะ ไม่มีไรหรอก แค่จุดเฉยๆ ’ ผมตอบเธอ

 

 

ผมมีเรื่องที่เขียนไม่เสร็จเยอะเลย  แต่จะเรียกว่าเขียนไม่เสร็จก็ไม่ถูกนักหรอก  อันที่จริงส่วนใหญ่มันเป็นเรื่องที่เพิ่งเริ่มเขียน   แล้วก็ไม่ได้เขียนต่อด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา   บางเรื่องน่าจะกลับไปเขียนต่อให้จบได้   บางเรื่องก็ผ่านความอยากเขียนมาแล้ว    บางเรื่องลืมไปแล้วว่าเรื่องเป็นยังไง   วันนี้ก็เลยถือซะว่าเล่นเกมส์หน่อยละกัน   ขอเอาเรื่องที่เขียนไม่เสร็จมาให้อ่าน   แล้วให้คนอ่านลองเดาพล๊อตเรืองดู  ว่าเรื่องนี้จะพูดถึงอะไรต่อไป   ทายถูกมีรางวัล(ขอเก็บเป็นความลับก่อน!!)    หรือทายไม่ถูกแต่พล๊อตเจ๋งถูกใจซักเรื่องก็โอเค!! 

 

 

เรื่องที่1 : สมัยที่ผมมีแฟน  บางทีเราก็ตั้งชื่อมาเรียกกันตลก ๆ  แฟนผมเรียกผม ตาฟัก(เพราะผมเคยใช้ชื่อในเนตชื่อนึงว่า ฟักทอง)  แล้วแฟนผมก็เรียกตัวเค้าเองว่าเป็น คนสวนบ้านตาฟัก   มันก็เลยกลายเป็นที่มา(หรืออาจจะไม่ใช่) ของเรื่องนี้

 

ตาฟักกับคนสวนบ้านตาฟัก

 

.. ดวงตาของตาฟักแห้งผาก

.. ลิ้นของตาฟักที่แลบเลียริมฝีปากสากดังก้อนหิน

.. น้ำลายของตาฟักเหนียวเหนอะหนะและเหม็นเปรี้ยวไหลเยิ้มออกมาตามมุมปาก

.. เส้นผมของตาฟักแบนราบติดกับหมอน   มันฝังปลายผมลึกลงไปเหมือนรากไม้ตรึงให้ศรีษะตาฟักแทบจมลงไปในที่นอน

.. ฝุ่นสีขาวกระจายฟุ้งไปทั่วเมื่อแมลงเต่าทองตัวหนึ่งร่อนลงบนร่างกายของตาฟักซึ่งบัดนี้ถูกเกาะกุมไปด้วยเถาวัลย์หนามสีน้ำตาลแดง  และเมื่อมันขยับปีกบินผ่านฝุ่นสีขาวที่ค่อย ๆ โรยตัวลงกลบร่างของตาฟัก   ทำให้ดูเหมือนคนกำลังนอนห่มผ้าห่มสีขาวผืนใหญ่อีกครั้ง

 

เสียงฟ้าคำรามดังกึกก้องมาแต่ไกล  เสียงฝนตกซู่ซ่ายังคงอยู่ตลอดเวลา   ตาฟักยิ้มเห็นฟันสีเหลืองอ๋อย   นึกถึงน้ำที่กำลังล้อมแปลงฟักทองสะท้อนแสงฟ้าแลบฟ้าผ่าเป็นประกาย   นึกถึงวันที่เธอคนนั้นหิ้วตะกร้าออกไปเก็บผักในป่าด้วยท่าทางร่าเริง   นึกถึงริมฝีปากอวบอิ่มของเธอเป็นสีชมพูอ่อน   นึกถึงจูบที่มีรสหวานและกลิ่นของยางพารา

 

 

 

เรื่องที่2 : เรื่องนี้ถ้าไม่ไปค้นเจอก็คงไม่รู้หรอกว่าตัวเองเคยเขียน  จำไม่ได้แล้วล่ะว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร?   เปิดเรื่องคล้ายความทรงจำที่บ้านลาดพร้าวตอนยังเด็ก ๆ  อ่านแล้วก็ไม่เลวนะ  55555555555 

 

เด็กผู้หญิงสีเหลืองของผม

 

ไม่มืด  ไม่สว่าง  เห็นลาง ๆ เหมือนอยู่ในหมอก

ดงหญ้าคาสูงท่วมหัวไหวเสียดใบกันไปตามแรงลม  ขนาบอยู่สองฝั่งถนนดินลูกรังแคบ ๆ

เมฆฝนสีเทาเข้มอัดแน่นอยู่เต็มท้องฟ้ายามราตรี   ลอยวนเปลี่ยนรูปเปลี่ยนร่างไปต่าง ๆ นานา ๆ  เหมือนจิตรกรขี้โมโหกำลังป้ายปลายพู่กันอย่างเร่งร้อนฉวัดเฉวียนไปมา ละเลงสีเทาเข้มบนท้องฟ้ามืดทะมึนนั้น

ทางเดินยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา   ผมเดินอยู่คนเดียวที่นั่น  เสียงกระดิ่ง กรุ๊ง กริ๊ง กรุ๊ง กริ๊ง   ดังแว่วแผ่วเบาลอยลมมา

เบื้องหน้าผมเป็นทุ่งหญ้ากว้าง  ตรงกลางลานใต้มะขามเทศต้นใหญ่แผ่กิ่งใบเขียวชอุ่ม   ทั้งฝักอ่อนฝักแก่ออกเต็มต้น  เด็กผู้หญิงในชุดกระโปรงยาวสีเหลืองเธอยืนอยู่ตรงนั้น  เป็นสีเหลืองเดียวท่ามกลางสีเทาซีด   ภายใต้แรงลมเกี้ยวกราดที่พัดกระหน่ำต้นมะขามเทศ   เธอยืนนิ่งสงบหัวไหล่ด้านหลังของเธอตรงราวกับไม้แขวนเสื้อ   ผมเปียสองข้างที่ผูกโบว์สีเหลืองและชายกระโปรงขยับเล็กน้อย   เหมือนลมพายุพัดทะลุผ่านตัวเธอไป

เท้าที่เปล่าเปลือยของเธอเปื้อนโคลนเต็มไปหมด  นั่นทำให้ผมรู้สึกไม่ดี  เศษดินโคลนที่เกาะเป็นก้อนเคลือบไปทั่วนิ้วเท้าเล็ก ๆ  เรื่อยมาจนถึงตาตุ่ม  สีดำเป็นเมือกเหมือนมีชีวิตค่อย ๆ เคลือบกระดุ๊บ ๆ ไปเรื่อยบนผิวหนังขาวซีดของเธอทำเอาตัวผมรู้สึกขยะแขยง

อะไรที่ผมกินเมื่อตอนเย็นขย้อนออกมาจุกที่คอหอย   มันพุ่งพรวดออกมาจากปากอย่างไม่ทันตั้งตัว    หกรดชุดลูกเสือของผมจนเปรอะเปื้อนไปหมด   ผมก้มมองดูมันแล้วอ้วกซ้ำอีกที

 

 

ฮ๊าววววว .. กูว่ามึงอินกับเกมส์มากเกินไปว่ะ  เอ้อ  แต่นั่นแหละ   มึงบอกมึงใส่ชุดลูกเสือใช่มั้ย?  นั่นล่ะใช่เลย   เข้าค่ายตอนม.2ไงล่ะไอ้สัตว์!   ที่มึงอ้วกแตกอ้วกแตน   แล้วมึงก็ฝังใจ   จนตอนนี้ก็ยังไม่หาย

แต่กูฝันติด ๆ กันมา 3 คืนแล้วนะโว๊ย!”

เบา ๆ ก็ได้ไอ้สัตว์ กูได้ยิน  ..  เออไอ้ห่า  ฝันว่าอ้วกแตกทั้งสามคืน   แล้วมึงตื่นมาไม่เหนื่อยตายเหรอ?

ในฝันที่กูอ้วกน่ะ   อ้วกเมื่อคืนเท่านั้นแหละ  แต่แม่ง ..

อะไร?

แม่งออกมาเปรอะกูเลย

อ้วกเหรอ?

เปล่า  ฝันเปียก!”

“ห๊ะ  ชิบหาย  นี่มึงฝันว่าอ้วกข้างบนแต่จริง ๆ เสือกมาอ้วกข้างล่างแทน

 

 

 

เรื่องที่3 : ตั้งใจเขียนส่งประกวดที่หลุดโลก   เนื่องในวาระอะไรไม่รู้   น่าเขียนต่อมากเลยเรื่องนี้   เพราะจะใส่อะไรลงไปก็ได้

 

ห่าง

 

เอี่ยวลากเก้าอี้ออกมานั่ง มองบนโต๊ะสลับกับบนใบหน้าข้างซ้ายของชายคนนั้นแล้วเอ่ยถาม  พี่เรียกผมมาทำไมเนี่ย?”

 

ชายคนนั้นขยับตัวหันกลับมา หัวเข่าชนโต๊ะจนชามก๋วยเตี๋ยวกระแทกกัน เก๊งๆ
สองมือคีบมวนบุหรี่ไม่ได้จุดไว้ทุกซอกนิ้วผายออกกว้าง มองจ้องเอี่ยวนัยน์ตาแข็งทื่อ

มึงไม่เข้าใจกูเหรอวะเอี่ยว?”

 

พี่! ผมอยากจะเข้าใจล่ะนะ ..”  เอี่ยวกวาดตามองก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กน้ำพองอืดจำนวนเจ็ดชามบนโต๊ะ
“.. สั่งมาเผื่อใครเนี่ย? อย่าบอกนะครับว่ากินคนเดียว แล้ว ..”  เบียร์เย็นจนเป็นวุ้นวางเรียงกันหกขวด  แก้วเปล่าสี่ใบ ซองบุหรี่ฉีกครึ่งมวนบุหรี่กระจายเกลื่อนเต็มโต๊ะ  “.. พี่ไม่กินเหล้าไม่สูบบุหรี่ไม่ใช่เหรอ?”

 

ชายคนนั้นชะโงกหน้าเข้ามาใกล้  เอี่ยว! มึงเลิกถามแล้วฟังกูเล่าอะไรซักหน่อยจะได้มั๊ย?”

 

งั้นผมขอสั่งผัดไทยมากินก่อน .. เอ่อ! .. ทีหลังก็ได้ครับ เอา พี่เล่ามาเลย

 

มึงเห็นรอยช้ำนี่มั๊ย?”  ชายคนนั้นเอาชี้โหนกแก้มขวาเป็นรอยสีม่วงคล้ำ  ก็ไม่มีอะไรหรอก แค่เรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อย  เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อวานนี้เอง .. กูจะเล่ายังไงดีว๊ะให้มึงเข้าใจ  เอาอย่างงี้ละกันนะเอี่ยว ..  เรื่องของกูมันเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อสมัยกูยังเป็นเด็ก ตอนนั้นกูอายุแค่ 9 ขวบเอง

 

แต่กูซนชิบหาย แถวบ้านไม่มีใครชอบกูซักคน แล้วหมู่บ้านกูเนี่ยนะมันจะมีบ้านอยู่หลังหนึ่ง  บ้านรวยเลยล่ะแล้วเด็กๆ จะไปเล่นกันอยู่ที่นั่น ช่วงปิดเทอมงี้เด็กตรึม แต่กูเนี่ยเจ้าของบ้านเค้าไม่ชอบไง  กูรู้ คนใช้แม่งจะมองแต่กู มองแปลกๆ กูก็ไม่เข้าไปหรอก แต่ก็มีบ้างนะที่แอบมองดูว่าเค้าเล่นอะไรกัน

 

มีอยู่วันนึง

 

 

 

 เรื่องที่4 : เป็นเรื่องที่รักมาก ๆ เรื่องนึง  น่าจะเขียนจนจบไปนานแล้ว   คงไม่เขียนต่ออีกแล้วล่ะนะ   พล๊อตเรื่องมีบอกใบ้อยู่แล้วที่ชื่อเรื่อง   ทุ่มทุนสร้างตอนจบมีฉากเครื่องบินตกด้วยนะ 55555555555

 

เมื่อเครื่องบินสีชมพูปักหัวลง



1

สาวน้อยนอนเปลือยเปล่าในท่าทางที่ไม่ปกตินัก  ลำคอและท้ายทอยของเธอแนบชิดติดผนังห้อง แทบจะทำมุม 90 องศากับลำตัวขาวโพลนซึ่งทอดร่างขวางด้านยาวของที่นอนไว้ ขาของเธอโผล่พ้นขอบที่นอนลงมา  สาวน้อยกระดิกนิ้วเท้าขึ้นลงในจังหวะเดียวกันกับที่มือของเธอกำลังสลับนิ้วชี้และนิ้วกลางเขี่ยเล่นไปตามรอยยับย่นของผ้าปูที่นอน  นักวิ่งสองนิ้วกำลังวิ่งเหยาะ ๆ  เข้าสู่ใจกลางของลายผ้าปูที่นอนรูปใยแมงมุม ณ ที่นั้น แมงมุมสีดำอ้วนพีกำลังอ้าปากกลม ๆ เต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมคมนับสิบรออยู่

 .. ภาพในจอทีวีแข็งค้างที่ตัวการ์ตูนสองตัวกำลังรัวกำปั้นเข้าใส่กัน .. เครื่องเล่นเกมส์วางเด่นอยู่กลางห้อง สายระโยงระยางของแป้นบังคับพาดอยู่บนคอกีตาร์ .. ข้าง ๆ กีตาร์มีถุงขนมขบเคี้ยวกองโต  .. ถัดจากซองขนมที่เปิดอ้าเป็นขวดน้ำอัดลมสีฟ้าใส น้ำที่เอ่อนองอยู่โดยรอบก้นขวดไหลเลื้อยตามพื้นห้องไปสู่เครื่องโทรศัพท์ .. สายโทรศัพท์ม้วนตัวพันขยุกขยุยดุจล้อเลียนกับเส้นบะหมี่สำเร็จรูปอืด ๆ ในถ้วย .. บนที่นอน หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นเปิดกางไว้ครึ่งเล่มคว่ำหน้าอยู่  เมื่อชายหนุ่มปัดมันตกไปที่พื้น สายตาของเธอก็มองลงต่ำตามลงไป ..

ผ่านยอดอกเบลอ ๆ สีชมพูชูชันกระเพื่อมไหวขึ้นลงอย่างช้า ๆ   ไปสู่พวงเนื้อก้อนใหญ่ ห้อยย้อยจากตรงกลางหว่างขาชายหนุ่ม  สาวน้อยเอื้อมมือไปกำมันเอาไว้ทั้งก้อน ทั้งนุ่ม นิ่ม เย็นเฉียบอยู่ในอุ้งมือเธอ  สาวน้อยจับจ้องมองดูนิ้วมือตัวเองพริ้วไหว พลางนึกแปลกใจในความหลงไหลที่เธอมีต่อก้อนเนื้อประหลาดพวงนั้น  ลูกตาดำเล็ก ๆ ทั้งคู่ของเธอขยับไปมาอย่างซุกซน  สำหรับชายหนุ่มแล้ว นั่นคือแววตาของสาวบริสุทธิ์!  เขาซุกหน้าลงระหว่างติ่งหูกับซอกคอของหญิงสาว  ลมหายใจร้อนผ่าวที่รวยรดทำเอาเธอหัวเราะลั่นด้วยความจั๊กกะจี้  สาวน้อยหนีบคอเบี่ยงตัวหนี ฟาดส้นเท้าเปะปะเข้ากับเสื้อผ้าของเธอที่ถอดกองอยู่ปลายที่นอน กางเกงในตัวจิ๋วพลิกตัวแผ่อ้าออกรับแสงแดดสีส้มที่ส่องทาบ ละอองไอจาง ๆ ลอยขึ้นมาเป็นสาย  ลอยขึ้นไปผสมปนเปกับลมอุ่น ๆ จากโลกภายนอกหน้าต่าง  คลุกเคล้าเข้ากับกระแสเสียงหัวเราะสดใสหมุนติ้วเป็นวงอยู่บนเพดาน  ก่อนจะแตกกระจายลงสู่เบื้องล่างด้วยเสียงเครื่องบินไอพ่นที่บินผ่าน คำรามลั่นสั่นสะท้านมาแต่ไกล



2

โอ๊คกับอิมเจอหน้ากันครั้งแรกเมื่อ 6 เดือนก่อน  เขาและเธอเผลอจ้องมองกันและกันอยู่ชั่วขณะหนึ่ง(.. ความโดดเดี่ยวเดียวดายของเธอเต้นรำอยู่ตรงหน้าเขา แรกทีเดียวมันเปลือยร่างขาวอล่องฉ่อง ต้นขาอวบใหญ่ของมันดีดเด้ง อกอูมทั้งสองเต้าเขย่าตัวดึ๋งดั๋ง  ดวงตามันแข็งขืนอ้างว้างไร้ความหมายแต่สวยงามจับจิตจับใจ  สุดท้ายมันเป็นเพียงแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ  เท้าทั้งสองข้างเปรอะเต็มไปด้วยโคลน มือของเธอลูบไล้ไปตามเรือนร่างผอมแห้งเห็นซี่โครงขึ้นเป็นแนว โอ๊คเอื้อมมือแห่งความปรารถนาของเขาล้วงเข้าไปในร่องเล็ก ๆ กลางลำตัวของเธอ  อิมแหกขารอให้สัมผัสอยู่แล้ว เขายิ้มอาย ๆ ให้เธอและเธอก็ยิ้มตอบกลับมา  ชั่วเศษหนึ่งส่วนสิบของเสี้ยววินาทีนั้นอิมรู้สึกได้ถึงแรงสัมผัสหนักหน่วงร้อนแรงตรงหว่างขา มือแห่งความปรารถนาของเขาได้ล้วงลึกเข้าไปในแก่นกายอันว่างเปล่าของเธอ ..  )  โอ๊คเปิดประตูรถให้ อิมก้าวเข้าไปนั่ง โอ๊คเดินอ้อมมานั่งในที่นั่งคนขับ สต๊าร์ทรถ ขับออกไป ตลอดทางทั้งสองคนต่างไม่ได้พูดจาอะไรกันเลย

ตีสามของค่ำคืนนั้น  ท้องฟ้าโรยเม็ดฝุ่นสีเงินของดวงดาวไว้จนเต็ม  อิมเดินตามเขาเข้ามาในห้องแล้วเปลื้องผ้าออกจนหมด  หมุนกายล่อนจ้อนให้เขาดูสองสามรอบ เดินวนไปวนมาบนที่นอน แต่ละก้าวย่าง(อย่างช้า ๆ )เธอจิกปลายเท้าลงบนที่นอนจนเกิดรอยบุ๋มตามติดการเดินวนของเธอ เวลาผ่านไปนับยี่สิบกว่ารอยบุ๋ม ในที่สุดเธอหยุดนิ่ง ยืนตัวตรง จ้องหน้าเขา มองหาความรู้สึกอะไรก็ตามที่จะปรากฏออกมาบนใบหน้าเขาและเริ่มต้นบอกเล่าเรื่องราวของเธอ .. ในตอนที่อิมยังเป็นเด็ก อิมชอบกินซูกัส  อิมชอบกินขนมซูกัสมาก ๆ  แม่ให้ค่าขนมอิมวันละยี่สิบบาท อิมเอาไปซื้อซูกัสกินจนหมด กินทุกวัน กินจนฟันผุ ฟันหน้าไม่มีเหลือ ใคร ๆ ต่างก็เรียกอิมว่ายัยหลอลี่  กลางดึกคืนหนึ่งอาม่าปลุกยัยหลอลี่ตื่นขึ้น เสียงครวญครางเหมือนผีดังแผ่ว ๆ ในความมืด  อาม่ามือเย็นเฉียบจูงมือยัยหลอลี่ให้ออกไปดูด้วยกัน แสงไฟสว่างวาบ  เลือดข้น ๆ ลากยาวเป็นทางจากในห้องน้ำ (อาม่าเดินขาถ่างนำหน้า ยัยหลอลี่มือเกาะชายเสื้ออาม่าแน่นซอยเท้าถี่ ๆ ตามหลังไป)  ทั้งสองตามรอยเลือดมาจนเจอพี่ศรี พี่ศรีคนใช้นั่งพิงอยู่ข้างตู้เย็นผมเผ้าเนื้อตัวเปียกชุ่ม ผ้าถุงร่นขึ้นมาอยู่เหนือสะโพก ขนหยิกหยอยตรงหว่างขาของพี่ศรีเคลือบเต็มไปด้วยเมือกสีแดงคล้ำ พี่ศรีเบะปากเมื่อเห็นอาม่า น้ำตาร่วงเป็นเม็ดแต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากปากของพี่ศรี  อาม่าทำท่าเหมือนอยากจะฟาดมือใส่หัวพี่ศรีสักทีสองที แต่แล้วกลับเอามือปิดตายัยหลอลี่ตะโกนกรอกหูว่ามันเป็นสิ่งไม่ดีไม่ควรดู  ดันตัวยัยหลอลี่กลับเข้าไปในห้องปิดประตู(ปัง!)ตามหลัง .. ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน อาม่านั่นแหละที่นอนแก้ผ้าแหกขาอยู่บนเตียง(เป็นช่วงบ่ายของวันที่อากาศร้อนอบอ้าวสุดทานทน ใบไม้ไม่กระดิกเลยสักใบ ยัยหลอลี่และเพื่อน ๆ กำลังเล่นซ่อนแอบกัน) ประตูห้องอาม่าเปิดแง้มอยู่ ยัยหลอลี่แทรกตัวผ่านเข้ามาอย่างเงียบกริบ ตรงกึ่งกลางลำตัวที่นูนใหญ่ของอาม่าปกคลุมไปด้วยพงขนเส้นหยาบหนา รอยแยกเปิดอ้าออกกว้างเหมือนปากของแมงมุมยักษ์เขี้ยวโง้งที่ยัยหลอลี่เคยเห็นในทีวี  เมื่ออยู่เบื้องหน้ามัน ยัยหลอลี่รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแมลงเต่าทองตัวเล็ก ๆ หลงเข้ามาติดกับ ยัยหลอลี่ยืนตัวแข็งอยู่กับที่เป็นเวลานานเนื่องจากไม่รู้ว่าจะขยับหนีไปทางไหนดี(จนในที่สุดเพื่อน ๆ เข้ามาลากตัวเธอออกไปพร้อมทั้งหัวเราะกันคิกคัก) .. หลายปีต่อมาเมื่อฟันซี่หน้าขึ้นจนครบและไม่มีใครเรียกว่ายัยหลอลี่อีกต่อไป  อิมในตอนอายุ 12 ปี

 

 

 

 

สุดท้ายขอบอกว่า  Blogนี้น่ะ  ขุดเอาเรื่องเก่ามาลงก็แล้ว  เอาเรื่องที่แต่งไม่เสร็จมาลงก็แล้ว  งวดต่อไปคงต้องเป็นเรื่องใหม่มาลงแล้วล่ะ   ขอบอกไว้ลวงหน้าเลย(บอกทีไรไม่ได้เขียนซักที)ว่าชื่อเรื่อง ซอมบี้  คัมมิ่งซูน อินเดอะเธียรเตอร์ เนีย ยู  นะ  รอหน่อย!!

 

  

 

 
อย่าถามข้าพเจ้าว่าฟรี๊ก!!!เป็นตัวอะไร?
อย่าขอให้ข้าพเจ้าอธิบายเกี่ยวกับฟรี๊ก!!!ให้ท่านเข้าใจ

ก่อนที่ท่านจะรับฟังเรื่องราวนี้ต่อไป ขอให้ท่านรู้ไว้เพียงแต่ว่า ..
เมื่อข้าพเจ้าเอ่ยคำว่าฟรี๊ก!!!ขึ้นมา นั่นก็คือข้าพเจ้ากำลังพูดถึงฟรี๊ก!!!
และมันเป็นฟรี๊ก!!!ในแบบที่ข้าพเจ้าอยากให้ท่านได้รับรู้ นั่นคือ ..
ท่านไม่จำเป็นต้องรู้จักฟรี๊ก!!! (ซึ่งนั่นถือเป็นโชคอันแสนประเสริฐของท่านทั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต)
ท่านไม่ต้องใช้จินตนาการส่วนตัวเพื่อนึกภาพฟรี๊ก!!!ขึ้นมา(ยากท่าน ยากมาก ๆ ..ไม่มีทางหรอกท่าน ข้าพเจ้ารับรอง มันพิศดารกว่านั้น)
ดังนั้น ในเรื่องราวที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ สำหรับฟรี๊ก!!!ก็คือฟรี๊ก!!!
และ ฟรี๊ก!!!ก็คือฟรี๊ก!!! เมื่อสายตาของท่านสะดุดหยุดอยู่กับคำว่า ฟรี๊ก!!!
ฟรี๊ก!!!ก็คือฟรี๊ก!!! แค่นั้น
เอานะ! ข้าพเจ้าขอทดสอบท่านสักเล็กน้อย
ตอนนี้ท่านเห็นคำว่า ฟรี๊ก!!!แล้ว ท่านคิดอะไร?
ท่านตอบ …………………
เห็นได้ชัดเลยว่าท่านไม่ตั้งใจตอบ
ก็ไม่เป็นไร ถ้าท่านยังยืนยันจะอ่านต่อ
ข้าพเจ้าก็ได้แต่หวังว่าเมื่ออ่านจนจบแล้วท่านคงไม่เสียใจในภายหลัง

ย้อนไปในตอนที่ข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก ข้าพเจ้าเป็นเด็กกำพร้าหัวโตตัวลีบและมักถูกรังแกอยู่เสมอ

(ข้าพเจ้าจำเป็นที่จะต้องเล่าให้สั้นและกระชับที่สุด แม้เรื่องราวจริง ๆ จะเต็มไปด้วยรายละเอียดต่าง ๆ มากมาย ซึ่งข้าพเจ้าก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าจะเล่าไปทำไม? เล่าแล้วข้าพเจ้าจะได้อะไรขึ้นมา? ฯลฯ)
เมื่อโดนรังแกหนัก ๆ ข้าพเจ้าไม่มีใครสักคนช่วยได้ จึงมักจะแอบปีนขึ้นไปนอนร้องไห้บนกิ่งต้นแคใหญ่ที่เคยถูกฟ้าผ่าจนยอดไหม้ดำเป็นตอตะโกให้เห็นอยู่
(ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับฟรี๊ก!!!เลยแม้แต่น้อย ข้าพเจ้าเชื่อว่าฟรี๊ก!!!ไม่เกี่ยวกับจิตวิญญาณ ไสยศาสตร์เวทย์มนต์ความเชื่อใด ๆ ทั้งนั้น)
เรื่องราวของฟรี๊ก!!!เริ่มจากที่ไอ้ต้อมเอาหนังกะติ๊กรัดจู๋ข้าพเจ้าจนห้อเลือด  หนังกระจู๋ถอกไม่ยอมหุบกลับ
ข้าพเจ้าทั้งเจ็บทั้งคันจู๋ เช่นเคยข้าพเจ้านอนคร่อมเอาจู๋ถูเข้ากับกิ่งใหญ่ของต้นแคร้องไห้ด้วยความคั่งแค้นใจ
ถูไปถูมาไอ้จู๋ของข้าพเจ้าเริ่มแข็งตัว จู๋ข้าพเจ้าโด่ขึ้นเป็นหน่อเล็ก ข้าพเจ้ายังฝืนเอาหัวจู๋ถูกับเปลือกไม้ไปเรื่อย ๆ
หัวจู๋ของข้าพเจ้าพองโตเป็นปุ่มกลมเสียดถูผิวขรุขระของเปลือกไม้ไปมา ข้าพเจ้าพลันรับรสสัมผัสหฤหรรษ์บางอย่าง  ในจินตนาการของข้าพเจ้ามองเห็นการถูไถนี้ชัดเจนขึ้น และนิมิตภาพในสมองสั่งให้ข้าพเจ้ามองหาสถานที่บางอย่างที่มีลักษณะเป็นรู  รูที่ขนาดพอดีกับให้จู๋ข้าพเจ้าสอดใส่เข้าไปได้  ข้าพเจ้าสอดส่ายสายตามองหาจนพบรูขนาดที่ว่าอยู่ลำต้นของต้นแคสุดโคนกิ่งตรงหน้าข้าพเจ้าพอดี  ข้าพเจ้าถัดตัวเอากระจู๋เข้ายัด
ลึกลงรูไปเรื่อย ๆ ข้าพเจ้าน้ำตาไหลพรากด้วยความรู้สึกที่ปนเปกันมั่วไปหมดทั้งความเสียวแสบขั้วคับหัวป่วงแค้นหนึบแหน๋วระคนแน่นหน่วงลื่นฟิตฟืด ทันใดนั้นมันเจ็บจี๊ดจนข้าพเจ้าร้องจ๊ากถอนกระจู๋ออกมาจากรู  แมลงภู่สีส้มสลับดำตัวใหญ่กว่าหัวแม่มืองับเขี้ยวโง้งคาติดที่หัวกระจู๋ข้าพเจ้า
(ข้าพเจ้าคงไม่ต้องบอกนะว่าข้าพเจ้าเจ็บปวดรวดร้าวเพียงใด หลังจากนั้นอะไรเกิดขึ้นกับกระจู๋ข้าพเจ้า   นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่ดีอันหนึ่งสำหรับชีวิตวัยเยาว์สุดระทมของข้าพเจ้าเท่านั้น )
จู๋ข้าพเจ้าบวมเป่งอยู่เกือบสามเดือน เพื่อน ๆ ข้าพเจ้าต่างเรียกขานสมญานามใหม่ของข้าพเจ้าอย่างติดปาก  ไอ้หน้ากุเจี๊ยวลูกปิงปอง

ในวันนึงที่จู๋ของข้าพเจ้าเริ่มยุบตัวลงเกือบเป็นปกติ ข้าพเจ้ากำลังยืนเยี่ยวอยู่
ไอ้อี๊ดเดินเข้ามายืนเยี่ยวอยู่ข้าง ๆ จ้องมองกระจู๋ข้าพเจ้า(ตอนนั้นข้าพเจ้าไม่สงสัย แต่เมื่อข้าพเจ้าโตเป็นผู้ใหญ่   เพื่อนที่บ้านเด็กกำพร้าคนหนึ่งบอกข้าพเจ้าว่าไอ้อี๊ดได้แปลงเพศเป็นอีอี๊ดเรียบร้อยแล้ว เมื่อข้าพเจ้าย้อนกลับไปมองในช่วงเวลานั้นข้าพเจ้าถึงได้เข้าใจ  แต่สิ่งที่ว่ามันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นต่อไปเลยแม้แต่น้อย)
ไอ้อี๊ดยื่นมือมาลูบหัวกระจู๋ของข้าพเจ้าเบา ๆ เหมือนเป็นลูกหมาตัวเล็ก ๆ แสนน่ารัก
นั่นเป็นความเอ็นดูปนความหวังดีของไอ้อี๊ด  ด้วยความบริสุทธิ์ใจของมัน ข้าพเจ้าควรขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจด้วยซ้ำ
แต่มันกลับตรงกันข้าม ข้าพเจ้าถ่ายเทความแค้นทั้งปวง ความเคียดแค้นความอัดอั้นทั้งหมดที่สะสมมาเอามาลงไว้ที่ไอ้อี๊ด
ในความคิดข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้ามองเห็นไอ้จู๋เล็ก ๆ เท่าปลายนิ้วก้อยตีนของไอ้อี๊ดเป็นสีแดงเถือก
ภาพนั้นผุดขึ้นมาแว่บเดียวแต่คงคาอยู่ในหัวข้าพเจ้าไปตลอดทั้งวัน ..
กลางดึก ไอ้อี๊ดกรีดร้องลั่นไม่หยุด จนทั้งเรือนนอนเปิดไฟสว่าง ทุกคนมองเห็นไอ้อี๊ดนอนดิ้นเร่า ๆอยู่บนเตียง
กระจู๋แหลมเปี๊ยบของไอ้อี๊ดแดงเถือก

หลายเดือนต่อมา ตรงบ่อเลี้ยงปลาข้าพเจ้านั่งแช่เท้าอยู่ ไอ้อี๊ดเดินขากางเข้ามานั่งข้าง ๆ ข้าพเจ้า
ไอ้อี๊ดพูดกับข้าพเจ้าเบา ๆ  นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้ยินคำว่าฟรี๊ก!!!
ฟรี๊ก!!!อยากให้ไอ้อี๊ดมากบอกกับข้าพเจ้าถึงเรื่องของฟรี๊ก!!!
และสิ่งที่ฟรี๊ก!!!ได้กระทำลงต่อไอ้อี๊ดนั้นเป็นเหมือนคำสัญญาล่วงหน้าซึ่งไอ้อี๊ดพยายามเข้าใจและไม่ต้องการกล่าวถึงอีกต่อไป
หลังจากนั้นบ้านเด็กกำพร้าของข้าพเจ้าก็ไม่เงียบเหงาอีกต่อไป ..
ไอ้โตหนังหน้าขาดเป็นสองซีก ไอ้หวินแขนสองข้างผูกติดกันเป็นโบว์หูหระต่ายที่กลางหลัง
นังสำลีมดลูกออกมาห้อยอยู่ข้างนอกจิ๋ม พี่ปลาหมึกโดนดินสอกดเสียบเป็นมงกุฏไว้รอบหัว
ไอ้แมนอ้วกออกมาเป็นขี้ล้วน ๆ (ซึ่งที่น่ากลัวกว่านั้นอาจเป็นคำถามที่ว่าขี้ล้วน ๆ เข้าไปอยู่ในท้องมันได้ยังไง) ฯลฯ
เหตุการณ์ต่าง ๆ นี้เกิดขึ้นติดต่อกันอยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งแม้แต่ตำรวจก็ไม่สามารถตรวจหาต้นเหตุของความเคราะห์ร้ายต่าง ๆ นี้ได้
ผู้เสียหายทุกคนปิดปากเงียบ ข้าพเจ้าดูเหมือนจะล่วงรู้อยู่กราย ๆ ถึงอาเภทเหตุร้ายนี้
ซึ่งจะว่าไปข้าพเจ้าก็ไม่แน่ใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้น หากแต่ผู้เสียหายทุกคนต่างเข้ามาหาข้าพเจ้า ..
ฟรี๊ก!!!บอกไว้  ฟรี๊ก!!!เค้าขอน่ะ  ฟรี๊ก!!!เป็นห่วงนะ  ฟรี๊ก!!!ฝากมา  ฟรี๊ก!!! …ฯลฯ
ทำไมต้องเป็นฟรี๊ก!!! ทำไมต้องเป็นข้าพเจ้า ไม่มีคำตอบใด ๆ ทั้งนั้น

หลังจากนั้นมา ชีวิตในบ้านเด็กกำพร้าของข้าพเจ้าก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นจนน่าใจหาย
(เวรกรรม! นี่ขนาดข้าพเจ้าว่าจะไม่เล่าเรื่องให้มันยาวและเยิ่นเย้อแล้วนะ เฮ่อ! หรือข้าพเจ้าจะเอาไว้เล่าต่อวันหลังดีเนี่ย?)
ข้าพเจ้ากลายเป็นคนที่มีชื่อเสียง มีคนนับหน้าถือตายกให้เป็นลูกพี่ใหญ่ปกครองเหล่าเด็กกำพร้า
เรื่องราวที่ติดตามต่อมานั้นท่านคงเดาได้โดยไม่ยาก ข้าพเจ้าโตเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต   มีการงานมั่นคง ฐานะทางการเงินอยู่ในเกณท์ดี(เท่าที่เด็กกำพร้าคนนึงจะพึงมีได้) เพื่อนฝูงต่างให้ความเคารพนับถือ  นับตั้งแต่ข้าพเจ้าอายุ15 ปีเต็ม  ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ยินใครเอ่ยถึงคำว่าฟรี๊ก!!!อีกเลย
ถึงกระนั้นก็ตามคำว่าฟรี๊ก!!! ยังตามติดข้าพเจ้าไปเหมือนเป็นเงาที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดมิดอีกชั้น
.. ในบางเวลาที่ข้าพเจ้าปล่อยใจเรื่อยเปื่อยไปกับทิวทัศน์ข้างหน้าในยามขับรถ
.. ในเวลาที่ข้าพเจ้าเพิ่งตื่นและรู้สึกว่าสมองของตนปลอดโปร่งยิ่งนัก
.. ในเวลาที่ข้าพเจ้าจ้องมองดูโทรทัศน์และคิดว่าข้างในภาพที่เคลื่อนไหวอยู่นั้นไม่มีอะไร
เมื่อนั้นฟรี๊ก!!!ในความคิดของข้าพเจ้าก็จะแจ่มชัดขึ้น(ถึงข้าพเจ้าพูดว่าแจ่มชัดขึ้นแต่แจ่มชัดที่สุดที่ข้าพเจ้าหมายถึงก็ยังเป็นแค่เงามืด ๆ ใหญ่โตเคลื่อนไหวเนิบนาบ)
บุคคลคนเดียวที่ข้าพเจ้าได้เล่าถึงเรื่องราวของข้าพเจ้าสมัยอยู่บ้านเด็กกำพร้ารวมทั้งเรื่องราวของฟรี๊ก!!!  ก็คือวิพร ภรรยาของข้าพเจ้า

ในตอนเป็นแฟนกัน วิพรเป็นคนน่ารักสุด ๆ เป็นผู้หญิงในความฝันที่ข้าพเจ้าไม่คิดว่าตนเองจะได้เจอ
วิพรเข้าใจผู้ชาย ยอมทุ่มทุกอย่างเพื่อความรักที่มีต่อข้าพเจ้า(อาจเป็นความโง่ของข้าพเจ้าด้วยที่คิดว่าการยอมให้ข้าพเจ้าได้มีสัมพันธ์ทางเพศกับเธอเป็นการแสดงออกถึงความรักความเสียสละอย่างหนึ่ง)
วิพรหายงอนเร็วมากและไม่เคยกล่าววาจาให้เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าเจ็บช้ำใจเลยแม้แต่ครั้งเดียว  ..
เมื่อแรกที่เราแต่งงานใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ความรักความใคร่ของเราทุกอย่างสวยสดงดงามยิ่งขึ้นไปอีก
ลูกสาวคนแรกน้องปั๋งหน้าตาน่ารักน่าชัง  ครอบครัวของข้าพเจ้าดูจะสมบูรณ์พร้อมจนใคร ๆ อิจฉา
จนน้องปั๋งอายุสองขวบ วิพรก็ตั้งท้องอีก เธอดีใจจนออกนอกหน้าเพราะว่าหมอบอกว่าเป็นลูกชาย
ตั้งครรภ์ถึงเดือนที่หก โดยไม่ทราบสาเหตุวิพรก็แท้งลูก  เธอหมกมุ่นกับการคิดหาสาเหตุของการแท้งลูกของเธอ  ในท้ายที่สุดเธอมาลงเอากับข้าพเจ้า  ในสิ่งที่ข้าพเจ้าทำในอดีต(คงจะหมายถึงสมัยอยู่บ้านเด็กกำพร้า)ส่งผลมาถึงลูกชายในท้องคนนี้ของเธอ  วิพรไม่ได้เอ่ยชื่อฟรี๊ก!!!  แต่ก็นั่นแหละชื่อฟรี๊ก!!! กลับเข้ามาสู่ความคิดของข้าพเจ้าอีกครั้ง  ฟรี๊ก!!!นั่นแหละที่วิพรกล่าวโทษว่าทำให้ชีวิตเธอฉิบหาย!

นั่นทำให้ข้าพเจ้าเชื่อว่าจุดสิ้นสุดของความสัมพันธ์ของข้าพเจ้ากับวิพรต้องมาถึงสักวัน

ในวันที่มันมาถึง เราทะเลาะกันแรงพอสมควรในเรื่องที่วิพรอยากไปกินที่ร้านแม็คโดนัล
ข้าพเจ้าตกลงว่าจะไปกินร้านแม็คโดนัลกัน แต่วิพรรู้ว่าข้าพเจ้าไม่ชอบกินแม็คโดนัล
แต่จะไปกินเพื่อเอาใจเธอ ซึ่งนั่นทำให้เธอไม่พอใจ ..
จริงอยู่ที่ข้าพเจ้าเกลียดแม็คโดนัล แต่ข้าพเจ้าเป็นคนกินง่าย และข้าพเจ้าก็กินแม็คโดนัลได้ไม่มีปัญหา แต่วิพรแสนหงุดหงิดเธอสะอึกไม่หยุดตั้งแต่บ่าย

การที่เราตกลงกันไม่ได้ยิ่งเพิ่มความหงุดหงิดให้แก่วิพรยิ่งขึ้น
.. เถียงกันอยู่เกือบชั่วโมงในหัวข้อที่ว่า ข้าพเจ้าจะไปกินแม็คโดนัล แต่วิพรจะให้ไปกินในร้านที่ข้าพเจ้า
อยากจะไปกิน แต่ข้าพเจ้าก็ยืนยันว่าร้านที่ข้าพเจ้าอยากไปกินคือร้านแม็คโดนัล(ซึ่งในใจข้าพเจ้าก็ต้องการยังงั้นจริง ๆ ) วิพรก็บังคับให้ข้าพเจ้ายืนยันอยู่นั่นแหละว่าข้าพเจ้าอยากจะไปกินร้านอะไร
 เราทะเลาะกันไอ้เรื่องแค่นี้แหละ เถียงกันวนไปวนมาอยู่อย่างงั้น  ด้วยท่าทางและน้ำเสียงที่สาดใส่กันแรงขึ้นทุกที ๆ 
วิภาเปิดฉากเขวี้ยงจานกระเบื้องเข้าใส่กลางใบหน้า(อันนี้ข้าพเจ้าไม่ได้บรรยายจนเกินจริงเลย สาบาน!)
ข้าพเจ้าหน้าแตกเลือดอาบ ในตอนเก็บกวาดเศษจานกระเบื้อง น้องปั๋งยืนแอบอยู่ข้างตู้กับข้าวมองดูรอยแตกบนใบหน้าข้าพเจ้าด้วยแววตาที่ปวดร้าว(อันนี้ก็ไม่เกินจริงอีกเช่นกัน) ข้าพเจ้ายิ้มให้ทำท่า อ่ะจึ๊ย ๆ ให้แกรู้สึกขำแต่แกกลับหยดน้ำตาออกมาให้ดูหนึ่งหยาดใหญ่ ๆ แทน ..

ในคืนนั้นวิพรออกไปนอนค้างบ้านแม่

ข้าพเจ้านอนหลับเป็นตาย(จากการเสียเลือดไปเยอะ) ไม่มีภาพในหัว ไม่มีฝันอะไรทั้งนั้น
รวมทั้งฟรี๊ก!!!ด้วย คืนนั้นไม่มีฟรี๊ก!!!จริง ๆ ข้าพเจ้าสาบาน! ให้ฟ้าผ่า ธรณีสูบประเดี๋ยวนี้เลยก็ได้!

เช้ารุ่งขึ้นเมื่อพ่อของเธอไปเยี่ยว หัววิพรอยู่ในโถส้วม ขณะที่ตัวเธอดำเป็นมันพันอยู่กับสายไฟฟ้าแรงสูงห่างจากบ้านแม่ยายข้าพเจ้าเกือบสิบกิโล
แน่อยู่แล้วข้าพเจ้าเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง แต่ตำรวจก็ไม่สามารถหาหลักฐานอะไรที่จะเกี่ยวพันกับข้าพเจ้าได้
พูดง่าย ๆ คือความตายของวิพรเป็นความตายที่ว่างเปล่าไม่มีหลักฐานใด ๆ ทั้งนั้น(นั่นคือความเป็นจริง จริง ๆ )
ข้าพเจ้าเองก็เสียใจ  ที่แน่ ๆ จะมีใครเชื่อไม๊ว่าข้าพเจ้ารักวิพร (ซึ่งในความคิดของข้าพเจ้า)แม้แต่วิพรเองก็ยังไม่รู้ว่าข้าพเจ้ารักเธอมากแค่ไหน?
ในตอนที่โดนวิพรเขวี้ยงด้วยจานหน้าตาแตก  ให้ตายเหอะ สักนิดข้าพเจ้าก็ไม่เคยนึกโกรธเกลียดวิพร
แต่ถ้าข้าพเจ้าจะต้องเกลียดชังใครสักคนในไอ้เรื่องชั่ว ๆ เหล่านี้
อย่างดีข้าพเจ้าก็โทษตัวเองอยู่ลึก ๆ  โทษความคิดที่เลวของข้าพเจ้า(ถ้ามันจะมีแก่วิพร)
หรือว่า(ข้าพเจ้าไม่อยากคิดจริง ๆ ข้อนี้)ในความคิดของข้าพเจ้ามันมีอะไรอยู่นอกเหนือจากความไม่มีตัวตน ..
อีกครั้งที่ชื่อฟรี๊ก!!!เข้ามาวนอยู่ในความคิดอันสับสนของข้าพเจ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้นจริง ๆ

วิพรตายไป ข้าพเจ้ากับน้องปั๋งใช้ชีวิตอยู่กันสองคน
เมื่อเราเหงา เมื่อสองพ่อลูกมองหากันและกัน
ข้าพเจ้าและน้องปั๋งต่างกลายเป็นเงาสะท้อนให้ความเหงาเด่นชัดขึ้น
ในวันหยุดเราต่างออกท่องเที่ยวกันทุกที่ ในห้างสรรพสินค้า ชนบท แม่น้ำ ชายทะเล ภูเขา
ข้าพเจ้าซื้อสิ่งอำนวยความสุขมากขึ้น ตุ๊กตุ่นตุ๊กตาเสื้อผ้าของเล่นเต็มห้องน้องปั๋ง
แต่นั่นกลับกลายเป็นหลักฐานของความเหงาที่ชัดเจนที่สุด กลายเป็นว่าเราสองพ่อลูกสะสมความเหงาไป
.. เกือบปีที่ข้าพเจ้าและน้องปั๋งขลุกอยู่ด้วยกันกับความเหงาเต็มบ้านเต็มช่อง ..
จนข้าพเจ้าไปซื้อลูกหมามาจากสวนจตุจักร ตั้งใจจะเอาไว้เฝ้าบ้านเวลาที่ข้าพเจ้าและลูกออกเที่ยวต่างจังหวัด
น้องปั๋งตั้งชื่อมันว่า อีปุ๊กปิ๊ก  อีปุ๊กปิ๊กไม่เคยคิดจะเฝ้าบ้าน ซ้ำยังชอบกัดทำลายข้าวของในบ้านอีก
ถึงขาโต๊ะจะแหว่ง รองเท้าคู่สวยจะฉีกขาด โซฟาถูกกัดเป็นรู  เสื้อผ้าเต็มไปด้วยขน เศษขยะถูกทึ้งออกมาจากถุงเกลื่อนเต็มบ้าน ฯลฯ ข้าพเจ้าและน้องปั๋งไม่เคยตีดุด่าหรือทำโทษอีปุ๊กปิ๊กแม้แต่นิด
เราเข้าใจมันดี และเราต่างขอบคุณมันที่ช่วยทำลายความเหงาออกไปจากบ้านของเราจนหมดเกลี้ยง
(รวมทั้งข้าวของที่มีค่าหลายชิ้นด้วย)

อีปุ๊กปิ๊กกลายมาเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของเรา(สองพ่อลูก) เป็นความพันผูกที่กลับคืนมา
อาจบอกได้ว่าอีปุ๊กปิ๊กมาแทนวิพร  หรือจะบอกได้ว่าเราสองพ่อลูกมีอะไรคล้ายกันซะจนเกินไป
เราจึงต้องการใครสักคนหรืออะไรสักอย่าง มาแทนที่ในส่วนที่เราไม่สามารถให้แก่กันได้ก็เท่านั้น ..
เรื่องนี้ใกล้จบรึยัง(ว๊ะ)?  ท่านคงตั้งคำถามนี้อยู่ในใจแน่ ๆ
ข้าพเจ้าคงไม่กล่าวอะไรมาก(เพราะที่กล่าวมาก็เยอะแล้ว) หากท่านอยากจะจบก็จบไปได้เลยไม่ต้องอ่านต่อ
หรือหากท่านอยากจะอ่านผ่าน ๆ หรือลงไปอ่านในตอนจบเลยก็ไม่มีปัญหา แล้วแต่ท่าน ..
ที่ข้าพเจ้าเล่ามายืดยาวจนบัดนี้ ท่านคิดว่าข้าพเจ้าต้องง้อท่านให้อ่านเหรอ? คิดควาย ๆ น่า!
โถ ถ้าคิดจะอ่านก็อ่านไปเงียบ ๆ แล้วอย่าเรื่องมากนัก ข้าพเจ้าทนเขียนมาให้อ่านก็เป็นบุญหัวของท่านนักแล้ว
เอาล่ะ เรามาว่ากันต่อในช่วงสุดท้ายนี้ให้มันยาวเหยียดกันไปเลยดีกว่า

(จริง ๆ ไม่ยาวหรอก ข้าพเจ้าขู่ไปยังงั้นแหละ)
อีปุ๊กปิ๊กโดนของแข็ง(อะไรสักอย่าง)ตีที่หัว(ซึ่งใครตี ๆ เพราะอะไร ยังไง เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังต่อไป)
ข้าพเจ้าและน้องปั๋งมาเจออีปุ๊กปิ๊กนอนหมอบอยู่ตรงบ่อบัว(มันคงกระหายน้ำ)
เหล่ามดคันไฟเดินเรียงแถวกันเป็นขบวนเข้าไปในรูจมูกและรุมกัดแทะอยู่รอบดวงตาที่เบิกโพลงของอีปุ๊กปิ๊ก
ป้าแจ่มบ้านตรงข้ามรีบมาบอกเล่าให้เราฟัง ..
ไอ้โจมันตีเอาดิ อีนี่(ปุ๊กปิ๊ก)ดั๊นไปคุ้ยขยะในบ้านเค้า
พวกแขกมันเกลียดหมาอยู่แล้วน่ะเห็นได้ที่ไหน ป้าก็เห็นมันฟาด ผลั่ว ๆ ร้องเอ๊ง ๆ อยู่ โดนจับเหวี่ยงออกมา แล้วมันก็คลานเข้าบ้านนั่นแหละ  สงสาร แต่ไม่รู้ช่วยยังไงล่ะพ่อเอ๊ย! โอ๊! ถือซะว่า พ้นทุกข์หมดเวรหมดกรรมไป .. ฯลฯ
น้องปั๋งลูบหัวอีปุ๊กปิ๊กร้องไห้โฮ ข้าพเจ้าเดินไปกดออดบ้านไอ้โจ ตะโกนเรียกมันออกมา
.. เหมือนเตรียมตัวไว้ก่อน ไอ้โจออกมาจากบ้านในมือถือเหล็กแป๊ปน้ำเดินตรงลิ่วเข้าหาข้าพเจ้า
ทั้ง ๆ ที่เห็นอยู่ แต่ด้วยความโกรธหรือด้วยความเป็นฮีโร่ที่แฝงอยู่ในตัวข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าถีบประตูบ้านไอ้โจพุ่งเข้าใส่ ไอ้โจฟาดแป๊ปน้ำสวนเข้าที่หน้าอกสามทีซ้อน
แต่ข้าพเจ้าก็ยังได้ข่วนหน้ามันไปทีนึง ฯลฯ

เป็นอันเข้าใจว่าในการสัปประยุทธครั้งนั้นทั้งทัพหน้าและทัพหลังข้าพเจ้าเป็นอันแตกพ่ายยับเยิน
ก็ได้ป้าแจ่ม(คนเดิมอีกนั่นแหละ)และลุงพราวผัวแกกึ่งพยุงกึ่งลากข้าพเจ้าไปส่งที่คลีนิค
หลังจากโดนเย็บในที่ต่างๆ  รวม 18 เข็ม ข้าพเจ้ากลับมานอนบ้านด้วยร่างกายที่ปวดระบม
น้องปั๋งเข้ามาปลอบไปร้องไห้ไป แกบอก ลุงพาวเอาอีปุ๊กปิ๊กไปทิ้งแล้วล่ะพ่อ .. ”
ข้าพเจ้ารวบตัวน้องปั๋งเข้ามากอด ในใจคิดอย่างแน่วเแน่เลยว่า ไอ้โจคราวหน้าให้กูฟิตมาดี ๆ ก่อนเถอะมึง
เอาแม่งตายไอ้สัตว์ กูจะเอามันหมูยัดปากแม่ง ..ฯลฯ
และก็เป็นอีกครั้งที่คืนนั้นข้าพเจ้าหลับเป็นตาย ..

อย่างที่คาดไว้(ไม่ใช่ที่ข้าพเจ้าคาด แต่คงเป็นท่านนั้นแหละที่คาด ..  แล้วมันเป็นอย่างที่ท่านคาดไม๊น่ะเหรอ? มันก็ขึ้นอยู่กับว่าท่านคาดไว้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นล่ะ?)
ไอ้โจนอนไหม้ภายใน(“ไหม้ภายในท่านเข้าใจไม๊?)อยู่บนเตียง .. ในห้องนอนของมันที่ปิดล๊อคอยู่ .. เมื่อแม่มันได้กลิ่นเหมือนขนมปังปิ้งใหม่ ๆ โชยออกมา
(เนื้อตัวไอ้โจเปลือยล่อนจ้อน เนื้อหนังเป็นน้ำตาลสีชมพูเหมือนคนเพิ่งตื่นนอนใหม่ ๆ
ควันพุ่งฉุย ๆ ออกมาจากเบ้าตา จมูก ปาก หู รูตูด ไอ้จู๋ ในแต่ละรูข้างในนั้นไหม้เกรียม)
ถึงแม้ข้าพเจ้าจะสะใจ แต่ก็เป็นที่หนักใจด้วยตำรวจได้หมายหัวข้าพเจ้าเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง
ในคดีนี้ และทำให้ตำรวจกลับไปรื้อฟื้นเอาคดีของวิพรมารวมกันอีก
ข้าพเจ้าถูกจับตามองโดยตำรวจ ซึ่งได้เชื่ออย่างแน่แล้วว่าข้าพเจ้านี่แหละคือผู้ฆ่าทั้งวิพรและไอ้โจ
เพียงแต่ยังไม่มีหลักฐานเอาผิดได้เท่านั้น

เอาล่ะ! ถ้าจะให้พูดถึงตอนจบของเรื่องราวบ้า ๆ นี้ ข้าพเจ้าคงจะต้องบอกว่า มันเป็นวันที่อากาศร้อนอบอ้าว
ข้าพเจ้าหัวเสียมาก่อนจากที่ทำงาน รถก็ติดแสนติด กลับมาถึงบ้าน ไฟในห้องรับแขกสว่าง
น้องปั๋งยังไม่ได้เปลี่ยนชุดนักเรียนนั่งเล่นตุ๊กกระตากระดาษอยู่ ข้าพเจ้าทิ้งตัวนั่งลงอย่างเหนื่อยอ่อนข้างๆ  แก
บอกให้แกไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าซะ น้องปั๋งลุกขึ้นเดินถอดชุดนักเรียนทีละชิ้นสะบัดตูดล่อนจ้อนเข้าห้องน้ำไป
ข้าพเจ้าเก็บตุ๊กกะตากระดาษให้เป็นระเบียบ แล้วก็แปลกใจว่ามีเสื้อกางเกงของผู้ใหญ่พับซ้อนกันอยู่ ..
ข้าพเจ้าคลี่มันออกมา รอยเลือดบนเสื้อยืดสีน้ำเงินป้ายยี่ห้อdiselตัวนี้ข้าพเจ้าจำได้แม่น
เลือดบนเสื้อนั่นเป็นเลือดของข้าพเจ้าเอง  ส่วนเสื้อยืดตัวนั้นเป็นของไอ้โจที่ใส่ในวันที่มันเล่นข้าพเจ้าจนน่วม
มันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? กางเกงทหารของไอ้โจก็ด้วย ..
ข้าพเจ้าหยิบเสื้อและกางเกงเดินเข้าไปหาน้องปั๋งในห้องน้ำเพื่อที่จะถามให้หายสงสัย
น้องปั๋งกำลังคุยกับใครบางคนอยู่อย่างสนิทสนม! เมื่อมองข้าพเจ้าตัวเย็นวาบ
เงาร่างเล็ก ๆ ของน้องปั๋งในกระจกฝ้า กับข้าง ๆ เงาใหญ่โตมหึมาของอะไรบางสิ่งเคลื่อนไหวเชื่องช้า ..
ข้าพเจ้าพุ่งเข้าไปกระชากน้องปั๋งออกมา  แววตาของแกตื่นตกใจระคนกราดเกรี้ยว!
ถึงตอนนั้นข้าพเจ้าเข้าใจแจ่มแจ้งแดงแจ๋ ..
ถึงว่า! น้องปั๋งเหมือนข้าพเจ้าซะเหลือเกิน เหมือนกันจนเกินไป โธ่เอ๊ย! ทำไงดีล่ะว๊ะเนี่ย!
ข้าพเจ้าลากถูลู่ถูกังเอาน้องปั๋งมายืนตัวสั่นกลางห้องรับแขก
มันเป็นใคร?” ข้าพเจ้าตะคอกแกอย่างสะกดกั้นอารมณ์ตัวเองไม่อยู่
“ ..น้าโอ๊บ!!!” น้องปั๋งตอบ
ทำไมล่ะปั๋ง ทำไมลูกต้องทำยังงี้ด้วย? โถ่!” ผมตีไปที่ก้นเปล่าเปลือยของน้องปั๋งหนึ่งเผี๊ยะ
พ่อ! .. น้าโอ๊บ!!!ทำ น้าโอ๊บ!!! อยากให้เป็นยังงั้น ฮือ!” น้องปั๋งเบะปากริมฝีปากล่างสั่นดิก ๆ
รู้ไม๊ปั๋งว่าทำอะไรลงไป! โธ่โว๊ย!!!” ผมตบเข้าที่หน้าของแก น้องปั๋งล้มลงกับพื้น ผมก้มลงไปกอดแกไว้ ..

น้องปั๋งร้องไห้จ้า ข้าพเจ้ากอดแก ปลอบแก แต่ความโกรธในตัวข้าพเจ้าเหมือนไฟที่เผาไหม้แรงขึ้นทุกทีที่อยากให้มันสงบลง
เช่นเดียวกันกับน้องปั๋งในอ้อมกอดของข้าพเจ้า  ความโกรธเกรี้ยวของน้องปั๋งคุกรุ่นอยู่ภายใน
ข้าพเจ้ารู้สึกได้ชัดเจนเลยล่ะ มันรุนแรงยิ่งกว่าของข้าพเจ้าไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า ..
บานประตูมุ้งลวดกระเด็นหวือ เงาดำมืดขนาดมโหฬารเคลื่อนที่เข้ามา ตู้โต๊ะล้มระเนระนาด
เสียงกรีดข่วนผนังปูนแตกกร่อนดังเอี๊ยดอ๊าด บ้านสะเทือนสะท้านไปทั้งหลัง
ข้าพเจ้าอุ้มน้องปั๋งกระโจนขึ้นบันได  แกยังไม่หยุดแผดเสียงร้องไห้  เสียงของหนัก ๆ ฟาดโครมจนขั้นบันไดไม้ฉีกขาดราวกับเป็นเป็นกระดาษ
เงาใหญ่ยักษ์พุ่งขึ้นบันใด รูปร่างของมันเลื่อนไหลยากเกินจะอธิบาย ในใจข้าพเจ้าคิด นี่หรือว๊ะ น้าโอ๊บ!!!
ข้าพเจ้าวิ่งไปชนประตูห้องน้ำจนมึน เลือดกำเดาพุ่งกระฉูด เงาดำของน้าโอ๊บ!!! เคลื่อนขึ้นมาจากบันใดขั้นบนสุดจนเป็นเงาร่างใหญ่สูงคับเพดาน เงาดำมืดเป็นสองแง่งเหมือนก้ามปูเฉือนผนังห้องพังกระจุย
.. ในเวลานั้นข้าพเจ้าได้แต่นึกสงสัยในใจว่าไอ้ฟรี๊ก!!!ในความคิดของข้าพเจ้าจะยังอยู่รึเปล่า?

ทำไมมันต้องเป็นยังงี้ว๊ะ?  ไอ้เหี้ยเอ๊ย! ไอ้โอ๊บ!!! มึงแม่งตัวระยำอัปรีย์ นี่ลูกกูนะ ไอ้สัตว์นรก เย็ดแม่!!! มึงทำให้ลูกกูเป็นเหี้ยอะไร? มึงจะทำให้ลูกกูเป็นฆาตกรเหรอ!!!’
ข้าพเจ้าได้แต่คิด ที่จริงแล้วข้าพเจ้าเพียงต้องการทำอารมณ์ตัวเองให้ร้อนขึ้น ..
ถ้าข้าพเจ้ามีเวลาคิดสักนิดนึงข้าพเจ้าคงอ่อนลง(และข้าพเจ้าคงไม่มีโอกาสมาเล่าเรื่องนี้ให้ท่านฟังอย่างแน่แท้  ถ้าพูดกันจริง ๆ ไอ้คนที่มันทำให้ลูกสาวข้าพเจ้าเป็นยังงี้ก็ไม่ใช่ใครหรอก ข้าพเจ้าเองนั่นแหละ!)
แต่ในตอนนั้น ในยามคับขัน ข้าพเจ้ามองตรงไปที่เงาไอ้โอ๊บ!!!ที่เคลื่อนเข้ามาหาข้าพเจ้าคิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในวัยเยาว์ ในตอนที่โดนแกล้งต่าง ๆ นา ๆ 
กระจู๋ตัวเองที่บวมแดงกลมป๋อกเป็นลูกปิงปอง
ไอ้โจกำหมัดหลอกล่อแล้วต่อยเป้งเข้าหน้าข้าพเจ้า 
รอบ ๆ ลูกตาของอีปุ๊กปิ๊กที่โดนมดคันไฟรุมตอมรุมกัดเป็นวง
น้องปั๋งยืนแก้ผ้าล่อนจ้อนอยู่ต่อหน้าเงาดำของไอ้โอ๊บ!!!
.. ภาพวิพรนั่งพับผ้ากองพะเนิน แล้วจีบปากจีบคอพูดคุยกับข้าพเจ้าผ่านทางกล้องวีดีโอ
นั่นทำให้ข้าพเจ้าเดือดดาลยิ่งนัก ..
ไอ้เหี้ยโอ๊บ!!! กูจะฉีกให้ร่างมึงแหกออกมาเป็นห้าส่วน  แต่ละส่วนยังดิ้นได้เหมือนหางจิ้งจกที่ขาดออก  แล้วกูจะเอาเหล็กเผาไฟจิ้มมึงทีละชิ้นอย่างช้า ๆ ฟังเสียงมึงกรีดร้องคร่ำครวญ! กูจะไม่ฆ่ามึง ไอ้ชาติเหี้ย! แต่จะเอามึงไปหมกไว้ในกองขี้ ให้หนอนขี้แม่งชอนไชมึง เสร็จแล้วกูจะเอาเนื้อขี้เละ ๆ เน่าหนอน ของมึงมาต้มพะโล้ป้อนให้มึงแดกเองจนกว่าจะหมดตัว ก่อนตายมึงจะต้องแดกหัวตัวเอง ไอ้สัตว์นรกชาติหมา!’

เงาดำอีกเงาพุ่งขึ้นมาจากบันได!
มือใหญ่โตของมันคว้าหมับเข้าที่เงาร่างของไอ้โอ๊บ!!!ดึงตกลงไปขั้นล่างเสียงดังโครม!สนั่นหวั่นไหว
ข้าพเจ้ากอดน้องปั๋งไว้แน่น แกยังสะอื้นกระซิก ๆ อยู่
ข้างล่างเสียงคล้ายโลหะกระทบกัน เสียงคำรามลั่นดังราวกันเป็นการระเบิดออกของทำนบเสียงที่เจ็บปวดรวดร้าว ..
บ้านทั้งหลังสั่นเหมือนจะพังลงมา เสียงกัดฟันกรอด ๆ เสียงบีบรัดและเสียงการฉีกขาด
จนชั่วครู่กลายเป็นเสียงหอบหายใจคล้ายคนกำลังจะตายดังแผ่ว ๆ
น้องปั๋งกอดข้าพเจ้าแน่นซุกหน้าแนบอก  แกหยุดร้องไห้แล้ว
ข้าพเจ้าลุกขึ้น ทุลักทุเลอุ้มแกมาในท่านั้นเหมือนแม่ชะนีอุ้มลูก
เกาะราวบันไดเหนี่ยวตัวโหน ค่อย ๆ ก้าวเท้าไปตามขั้นบันไดแตก ๆ ลงมา..

ในที่สุดข้าพเจ้าก็ได้เห็นฟรี๊ก!!! ฟรี๊ก!!!นอนหายใจรวยรินอยู่กับพื้นร่างกายขาดวิ่นยับเยิน ..
อย่าถามข้าพเจ้าเลยว่าฟรี๊ก!!!เป็นตัวอะไร?
.. โอโห! นี่น่ะเหรอ ฟรี๊ก!!!ในความคิดของข้าพเจ้า? ..
อย่าขอให้ข้าพเจ้าอธิบายเกี่ยวกับฟรี๊ก!!!ให้ท่านเข้าใจ เพราะข้าพเจ้าไม่สามารถทำได้
อ่านจนจบแล้วท่านคงไม่เสียใจในภายหลังใช่ไหมครับท่าน?

 

 


Copyright (c) Lhudlok Website 1986 - 2000. All Rights Reserved. Worldwide