จิ้งจกทัก7พบนักเขียน "eric cRUBton"
posted on 08 Jan 2012 10:43 by o7a7k7เราหลงอยู่ในเวบหลุดโลกอยู่นานเลยนะ หลงอยู่กับคลังรูปโป๊มหาศาลที่นั่น ไม่เคยรู้เลยว่ามีสังคมเล็กๆที่โคตรสนุกแอบอยู่ในนั้น
สนุกจริงๆนะ พอเผลอลองเข้าไปเท่านั้นแหละเช้า กลางวัน เย็น ว่างเป็นไม่ได้ ต้องเข้าบอร์ดหลุดโลกทุกทีไม่รู้สิ มันเหมือนเราเจอสังคมของเรานะเรียกว่าอย่างงั๊นเลย สังคมของเราเราเข้ากับสังคมนั้นได้อย่างพอดีเป๊ะ ใครๆที่เคยผ่านที่นั่นมาคงรู้สึกเหมือนเรานี่แหละ
ในสังคมข้างนอกกลายเป็นของแปลกไปเลย เจอสังคมของเรา นี่คือของจริงแหละ ใครจะมาพูดครับ พูดค่ะกันได้ตลอดเวลาคุยกับเพื่อนมันต้องมึงกูสิ ใช่ไม๊
คิดถึงจริงๆนะ "สังคมของเรา"
2.ตัวมึงกับหนังสือจิ้งจกทัก?
ถือเป็นความภูมิใจอย่างนึงในชีวิตเลย ที่ได้รับเกียรติร่วมเป็นนักเขียนในจิ้งจกทัก ตอนจิ้งจกทักถือกำเนิดใหม่ๆเราคลั่งมาก ออกจากบ้านไปซื้อที่ชานชาลารถไฟฟ้าทองหล่อวันแรกเลย ด้วยความที่ติดหลุดโลกมาก ติดกระทู้สนุกๆในหลุดโลกทำให้พลาดไม่ได้ เมื่อชาวคณะหลุดโลกสุดที่รักของเราจะรวมตัวกันสร้างงานบ้าๆบอๆไปให้คนข้างนอกเห็น ยิ่งตอนบอกอส่งหนังสือมาบอกให้ส่งเรื่องไปลงเล่มสองนะขนลุกซู่เลยทีเดียว เหมือนที่ไอ้แป้งบอกว่า เหมือนร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ถูกเรียกติดทีมชาติครั้งแรก จิ้งจกทักเหมือนข้อความจากพวกเราส่งไปให้โลกข้างนอกรู้ว่ายังมีคนกลุ่มนึง สนุกกับงานเขียนที่ไม่เหมือนใคร และเขียนด้วยความอยากเขียน ไม่ใช่เขียนเพราะต้องเขียน นี่คือสาส์นรักจากพวกเราถึงโลกมนุษย์เลยทีเดียวล่ะ
3.ตัวมึงกับเรื่องสั้นของมึงในจิ้งจกทัก7นี้

ล่า...แรงบันดาลใจ!!!(ภาพประกอบ - ไทยมุงหรรษา)
เรื่องนี้น่ะ ได้ไอเดียจากพระเจ้าเมื่อคราวคิดอะไรไม่ออกว่าจะเขียนอะไรดี พระเจ้าก็ส่งหนังสือมาบอกว่าเขียนเรื่องของเรานั่นแหละลองดูไม๊ "นักเขียนที่ขาดแรงบันดาลใจ"โดนมากเลยนะ พอได้ไอเดียนี้ปุ๊บก็เพลินเลยตอนลงมือเขียนก็แป๊บเดียว มันไหลออกมาเรื่อยๆเอง เล่มนี้มันห่างจากเล่มก่อนมาก ต้องเอาเล่มเก่าๆมาอ่านอยู่ซักรอบสองรอบ เพื่อจะได้ไม่ลืมสไตล์ของเรา
มั น มี เ ห ตุ
ท้องฟ้ายามรุ่งอรุณ มันควรจะเป็นความสดใสของชีวิตวันใหม่ หากแต่มีคนอยู่กลุ่มหนึ่งที่ไม่สามารถสัมผัสกับความรู้สึกนั้นได้ เช้านี้ร้อยเอกบรรเจิดศักดิ์ กับหน่วยลาดตระเวณของเขากำลังถูกล้อมอยู่ในหุบเขา เสียงอาวุธหนักดังก้องมาจากทั่วทุกทิศ ไม่มีใครรู้ว่าศัตรูเป็นใคร แต่ที่รู้แน่ๆก็คือ ตอนนี้เขาและพวกไม่ได้อยู่ในเขตแดนไทย หากแต่ลุกล้ำเข้ามาในดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน
“มุขควายชิบหาย แบบ … เป็นทหารไทยรักชาติมากกกกกกกกก แอบลักลอบเข้ามาทำลายโรงงานผลิตยาบ้าแถวนี้ โถ … เดี๋ยวคอยดูนะ ตอนจบพระเอกต้องรอดตาย แต่นางเอกคิดว่าตายแล้ว จนในที่สุดพระเอกต้องโผล่ไปเซอร์ไพรส์ แล้วกอดกันทำหน้าหื่นๆหน่อยอ่ะ ควายชิบหาย เขาดูกันหมดแล้วเรื่องเนี๊ย ที่เต๋าสมชายเล่นกะทราย เจริญปุระน่ะ เปลี่ยนพล็อตใหม่เถ๊อะพ่อคู๊ณณณณณ” ผู้กองบรรเจิดศักดิ์บ่นพึมพำพร้อมกับมองหน้าขึ้นฟ้า ในใจก็ถามหาคนที่เขียนเรื่องให้เขาเป็นแบบนี้
นี่อาจเป็นเรื่องประหลาดสำหรับคนทั่วไป กับการที่ตัวละครในหนังสือจะเรียกร้องถามหาความเป็นธรรม หรือบ่นพึมพำบ้าๆบอๆให้คนเขียนเปลี่ยนบทให้ แต่สำหรับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับนักเขียนคนนี้แล้ว มันเป็นเรื่องธรรมดามาก
‘ต้อง’ ชายหนุ่มผู้มีชีวิตเรียบง่าย ผู้ดำรงชีพอยู่ด้วยการเขียนหนังสือ เขามักจะได้รับรู้สิ่งเหล่านั้นเสมอๆเวลาที่นิ้วจิ้มลงบนแป้นพิมพ์ดีด ตัวละครที่เขาปล่อยออกมามักจะพูดกับเขาโดยการที่นิ้วของเขาจิ้มลงไปบนแป้นพิมพ์เองโดยที่ตัวเองไม่ได้ตั้งใจ
“แม่งเอ๊ย กูเนี่ยนะชื่อบรรเจิดศักดิ์ ขอร้องล่ะลูกพี่ เอาชื่อแบบทันสมัย เดิ้นๆหน่อยอ่ะ ได้อ๊ะป่าว แบบ นี่ลูกน้องเรียกทีไร เผลอรำป้อทุกที นึกว่าตัวเองเป็นพระเอกลิเก” ยังครับยัง บรรเจิดศักดิ์ยังไม่ยอมเลิกรา
เสียงปืนที่ระดมยิงชายชาติทหาร ลูกไทยทั้ง15ชีวิตนั้น บัดนี้เริ่มเบาบาง จนกระทั่งหยุดลงในตอนสาย เลือดนักสู้ทั้งหมดยังปลอดภัยดี คงจะมีแค่เพียงเครื่องกระสุนที่ร่อยหรอ แต่ขวัญกำลังใจยังอยู่ครบ ไม่มีตกหล่นไปไหนเลย
เสียงสิบเอกลักษณะวิมล กระซิบกับผู้เป็นนายเบาๆ “นายครับ อย่าว่าอย่างงั้น
อย่างงี้เลยนะครับ ถ้าไอ้หมอนั่นมันเปลี่ยนชื่อให้นายจริงๆ ฝากบอกให้มันเปลี่ยนให้ผมด้วยนะครับนาย … แม่งไอ้ห่านี่ ผมว่าต้นตระกูลโคตรเง้าศักราชมันต้องเป็นลิเกเก่าแน่ๆเลย สำนวนมันนะถ้ายายผมได้อ่านสงสัยหอบมาลัยไปคล้องคอแหงมๆ”
“เออจริงว่ะ แล้วนี่นะมันยังไปก๊อปสำนวนป.อินทรปาลิตอีกต่างหาก ดูดิ๊ ‘ลูกไทย’เงี๊ย นี่มันมาจากสามเกลอตอนเลือดทหารไทยเลยนะ คิดมาได้ไงอ่ะ โบร๊าณโบราณ” ร้อยเอกบรรเจิดศักดิ์ยังไม่วายกระแนะกระแหน แต่แล้วเสียงการนินทาหมู่ก็ต้องจบลง เพราะมีสิ่งผิดสังเกตเกิดขึ้นที่หลังต้นไทรด้านข้างของที่มั่น มันเป็นเสียงสวบสาบดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทหารทุกคนกระชับอาวุธประจำกายมั่น ทุกกระบอกเล็งเข้าไปที่ต้นกำเนิดเสียง
“อย่า ยิงงงงงงงงงง…” เสียงจากหลังต้นไทรดังขึ้นเบาๆ มันเบาจนไม่รู้จะพิมพ์ออกมาให้รู้ว่าเบาขนาดไหนได้ยังไง จะใช้ฟ้อนต์เล็กๆก็กลัวจะมองไม่เห็นกัน และพลันเจ้าของเสียงก็ปรากฏตัวขึ้น
“กูเองไอ้เจิด…กูโจเซฟไง จำได้ไม๊เพื่อนเลิฟ”
ผู้กองหนุ่มทำหน้านึกอยู่เล็กน้อยพอเป็นพิธี ก่อนที่จะเปลี่ยนสีหน้าเป็นว่านึกออก “อ๊ะ ไอ้โจเองเหรอนั่น นี่ลมอะไรหอบมึงมาถึงนี่ได้เนี่ย มามา มานั่งพักกินน้ำกินท่าก่อนเถอะเพื่อนเอ๊ย โถ อุตส่าห์แวะมาเยี่ยม”
ร้องโทโจเซฟนั่งลงตามคำเชิญของเพื่อนรักตั้งแต่สมัยเรียนโรงเรียนนายร้อย และออกจะงงกับคำชวนที่ดูจะไม่เหมาะกับกาละเทศะนัก “เอ่อ … เจิดเพื่อนรัก ไม่ต้องพิธีรีตรองมากหรอก จะโดนรุมยิงตายห่ากันอยู่แล้ว ยังจะมาชวนแดกน้ำแดกข้าว … นี่มึงคงไม่เคยเจอคนอ่านที่ชอบจับผิดล่ะสิ ที่ชอบวิจงวิจารณ์กันน่ะ นี่ถ้าท่านมาอ่านกันล่ะก็ มึงเจอด่าว่าเนื้อเรื่องไม่เป็นไปตามธรรมชาติแน่ๆ”
“โด่ ไอ้หอก ทำไมกูจะไม่เคยเจอ ตอนกูอ่านบทวิจารณ์หนังสือหรือหนังแถวห้างที่ขายคอมตรงประตูน้ำอ่ะนะ แม่ง มีทั้งนั้นแหละ นี่ๆ ล่าสุดเลย ก่อนจะเข้าป่ามาเนี่ย ไปเจอพวกที่วิจารณ์หนัง มีนาคม ที่ชาคริปเล่นกะนางเอกที่สวยๆน่ะ แม่งเอ๊ย พวกนั้นก็วิจารณ์กันใหญ่หาว่าเนื้อเรื่องเป็นไปไม่ได้ พระเอกโดนยิงจ่อๆ ทำไมยังรอดมาได้ นางเอกเป็นโรคร้าย แต่เสือกไม่ตาย อะไรเงี๊ย นี่กูเลยประชดแม่มเลย แบบยิงกันชิบหายวายป่วง แต่ชวนเพื่อนเหมือนชวนมานั่งเล่นที่บ้านอ่ะ แจ๋วป่ะ … ว่าแต่มึงก็ใช่ย่อยนี่หว่า แหม พวกกูโดนยิงกระหน่ำไม่มีทางหนี เพื่อนกูอุตส่าห์โผล่เข้ามาได้ง่ายๆ เหมือนดำดินมาอ่ะ เยี่ยมว่ะมึง”
หมวดโจยิ้มรับเล็กน้อย “เออ เออ กูจะประชดพวกไม่ชอบใช้จินตนาการบ้างก็ช่างกูเหอะ แต่ที่กูมาวันเนี๊ย เพราะมีคนเค้าฝากไอ้นี่มาให้มึงกับพวก”
มันเป็นจดหมายใส่ซองติดแสตมป์มาจากเมืองไทย “อ้าว นี่กูอยู่พม่านะโว๊ย ติดมาสองบาทเสือกส่งมาถึงได้ไง” บรรเจิดศักดิ์ทำหน้างง
“เออ ถูกแล้วแหละไอ้ห่า ก็แม่ง มันส่งมาไม่ถึงอ่ะดิ กูเลยต้องหอบมันเอามาให้มึงนี่ไง ส้นตีนชิบหาย จะส่งไปต่างประเทศทำไมมันไม่ติดแสตมป์มาให้ครบๆวะ ห่าเอ๊ย เหนื่อยกูจริงๆ”
จดหมายเจ้าปัญหาถูกเปิดออก สิบโทลักษณะวิมลคลี่มันออกอ่าน
ถึง ตัวละครทุกคนในหนังสือของผม
มันจะเป็นไปได้ไหม หากพวกคุณทั้งหลายจะปล่อยให้การดำเนินเรื่องเป็นไปอย่างที่ผมเขียน มันจะยากไปไหมครับ หากผมจะขอให้พวกคุณสงบปากสงบคำกันบ้าง แค่นี้หนังสือของผมก็เลอะเทอะเปรอะเปื้อนมาพอแรงแล้ว พิมพ์ไปสามสี่หน้า ยังไม่ได้ไปถึงไหนเลย ส่วนไอ้เรื่องชื่อของพวกคุณทั้งหลายที่เห็นว่ามันไม่เหมาะสม ก็รอไว้พวกคุณว่างๆก็มาเขียนกันเองก็แล้วกัน จะได้รู้ว่า กว่าใครเขาจะตั้งชื่อตัวละครเก๋ๆได้ซักชื่อนึง มันต้องใช้ความพยายามมากมายขนาดไหน
อ้อ แล้วคุณลักษณะวิมลไม่ต้องตกใจคิดว่าผมพิมพ์ยศคุณผิดจากสิบเอกเป็นสิบโท นี่แหละของจริงแล้ว ตอนแรกผมเขียนผิดไปเอง ขอโทษนะ มันงงงงน่ะ จริงๆคุณเป็นสิบโทก็หรูแล้ว เข้าใจผมนะ
สุดท้ายผมขอฝากหมวดโจเซฟไปรบกับพวกคุณด้วยแล้วกัน ขี้เกียจพิมพ์ตอนเขาต้องฝ่าวงล้อมข้าศึกกลับมาน่ะ กลัวมันจะกลายเป็นนวนิยาย ไม่ใช่เรื่องสั้น เดี๋ยว บก. จะว่าเอา แค่นี้ก่อนนะทุกคน จำไว้ ไม่จำเป็นอย่ามาพูดกับผมอีก มันไม่มีสมาธิจะคิดเรื่อง
ด้วยความเคารพอย่างสูง
ต้องใจ ณ เวียงพิงค์
พอสิ้นเสียงหมู่ลักษณะวิมลอ่านจบ เสียงหัวเราะก็ดังกังวาลลั่นป่า
“ก๊ากกกกกกกกกกกกกก ต้องใจ ณ เวียงพิงค์ ก๊ากกกกกกกก นี่กูไม่แปลกใจแล้วว่ะ ที่มันตั้งชื่อพวกเราแต่ละคนได้เด็ดขาดขนาดนี้ โถ พ่อคุณเอ๊ย คุณต้องจายยยยยย” ผู้กองบรรเจิดศักดิ์หัวเราะออกมาอย่างรื่นเริง “เอาวะพวกเรา ให้มันจบๆไปมารบกันต่อก็แล้วกัน”
เสียงอาวุธสงครามเปิดฉากระดมยิงเข้าใส่กันอีกครั้ง บรรเจิดศักดิ์ต้องการตีฝ่ากลับออกมาที่เขตแดนไทยให้ได้ จึงแบ่งกำลังออกเป็นสองหมู่ ให้หมวดโจเซฟคุมอีกทีมนึง โดยตีทะลวงออกทางด้านเหนือแล้วใต้ ทั้งสองทีมเกือบจะเอาตัวไม่รอด แต่ได้นายพรานชาวแม้วกับลูกสาวแสนสวยอีกคนมาช่วยกันพาหนี และเมื่อจนตรอก บรรเจิดศักดิ์ก็แสดงความสามารถเหนือมนุษย์ที่พระเอกส่วนใหญ่ต้องมี เพียงคนเดียวก็สามารถสยบทหารฝ่ายตรงข้ามทั้งกองพันได้ จนกระทั่งเหลือตัวต่อตัวกับหัวหน้าฝ่ายศัตรู
“ไอ้เล่าสือ ไอ้ลูกทาส แหมๆ ว่างมากนักรึไง ห๊า ถึงได้มาเปิดโรงงานนรก ส่งยาสันตีนนั่นมาให้คนไทยอ่ะ โธ่ ไอ้หน้าโง่ ถ้าจะหาเงินและอยากมอมเมาเด็กไทยอ่ะนะ ไม่ต้องลงทุนขนาดนี้หรอกไอ้เปรต ไปตีซี้กะนักการเมืองแถวบ้านกูซักแป๊บๆอ่ะ ไม่นานหรอก มึงร๊วยยยยย” ผู้กองหนุ่มเลือดนักรบของไทยพูดพลางเอาปืนจ่อไปที่หัวของเล่าสือ
ก่อนที่ไกปืนจะถูกลั่น ชายที่ชื่อเล่าสือรีบร้องตะโกนโวยวายขึ้น“โอว มะได้นะไอ้ผู้กองคงไทย ลื้อจาอาวปืงมาจ่อหัวอั๊วอย่างงี๊มะล่ายนา กบว.แถวบ้างลื้อต้องเซ็งเซอร์ ทำให้มังเบลอๆอ่ะ อั๊วลูบ่อย อั๊วจำล่าย”
ไม่ทันขาดคำที่เล่าสือทัก ไกปืนในมือบรรเจิดศักดิ์ก็ทำงาน เลือดชั่วสาดกระจายไปทั่ว
“ไม่เป็นไร ไอ้เปรต กบว.แถวบ้านกูดับเบิ้ลแสตนดาร์ดอยู่แล้ว ถ้าหนังฝรั่งน่ะ จะจ่อหัว ดูดบุหรี่ จูบปากแลกลิ้นกัน พี่เค้าไม่ว่าหรอก เค้าเซ็นเซอร์เฉพาะหนังไทยเท่านั้นแหละ เค้ากลัวเด็กไทยจะโง่ เลยทำให้มันเบลอๆ ให้เด็กมันใช้สมองนึกเอาหน่อยว่ามันคือกล้วยหอมล่ะมั๊ง ส่วนเรื่องนี้มาจากต่างประเทศนะ ยังไม่ได้ข้ามกลับเมืองไทย กบว.เค้าคงปล่อยผ่านๆไปแหละ แหม พูดแล้วก็คันปากยิบๆ อยากจะวิจารณ์เรื่องการเมืองต่ออีกเลยกู”
“เฮ๊ยๆ เจิดเว๊ย” หมวดโจเซฟร้องเรียกจากชายป่าแล้วเดินเข้ามาหา พร้อมกับลูกน้องทุกคนที่ไม่บาดเจ็บแม้แต่น้อย “เฮ๊ย เพื่อน นี่มันจบแล้วเหรอวะ”
“เออ มั๊ง คงงั๊นอ่ะ ก็ผู้ร้ายตายหมดแล้วนี่”
“โห แม่ง ง่ายๆงี๊เลย ไม่มีบทแบบทหารเหยียบกับระเบิด หรือถูกเอ็มสิบหกยิงตับแตกแต่รอดมาได้มั่งเหรอวะ ง่ายๆเงี๊ยนะ จบและ เออ เว๊ย เอากะมัน”
“เอาเหอะวะ ช่างแม่งก็แล้วกัน ก็ดี กูล่ะเบื่อไอ้ชื่อบรรเจิดศักดิ์นี่จะตายห่า จบก็ดีแล้ว” นายทหารหนุ่มเงยหน้ามองฟ้าเหมือนเป็นเชิงถามหาความจริง ก่อนที่จะพาเหล่านักรบผู้กล้าของชาติกลับสู่มาตุภูมิอย่างปลอดภัย
จบบริบูรณ์
__________________________________
ต้องใจเงยหน้าขึ้นจากเครื่องพิมพ์ดีด เขารู้สึกเหนื่อยหน่ายเหลือเกินกับการต้องมาทะเลาะกับตัวละครของตัวเอง บางครั้งเขาถึงกับต้องรวบรัดจบเรื่องเอาดื้อๆอย่างนี้ ... แต่ก็แปลกเหมือนกัน ที่งานเขียนของเขาส่วนใหญ่ที่ขายได้ก็เพราะคนชอบอ่านการด่ากันไปมาระหว่างนักเขียนกับตัวหนังสือของเขาเอง ส่วนเรื่องไหนที่มีการทะเลาะกันน้อย เรื่องนั้นมักจะถูก บก.สั่งให้กลับมาแก้ใหม่
ประตูห้องสีขาวถูกเคาะดังขึ้น เจ้าของห้องเอ่ยปากให้ผู้มาเยือนเข้ามาได้ ... ต้องรู้อยู่แล้วว่าใครจะมาหาเขาในเวลาบ่ายแก่ๆเช่นนี้ ไม่มีใครอื่นนอกจากเปี๊ยก เพื่อนวัยเยาว์ของเขานั่นเอง
เปี๊ยก เด็กสลัมคลองเตยอายุ 10 ขวบ ผู้รักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจ และด้วยมนต์เสน่ห์ของตัวหนังสือนี่เอง ที่ทำให้หนึ่งนักเขียนสติเฟื่องโคจรมาพบกับหนึ่งอนาคตนักเขียนแนวเสียดสีสังคมของชาติ เปี๊ยกบังเอิญได้อ่านเรื่องสั้นเรื่องนึงของต้อง ที่ลงในหนังสือการ์ตูนขายหัวเราะเล่มหนึ่งเมื่อสองสามเดือนก่อน เด็กชายอ่านไปหัวเราะไปตลอดกับเรื่องราวของจอมยุทธเอี้ยก้วยผู้ได้อาจารย์เป็นเมีย และมีนกอินทรียักษ์เป็นเพื่อน แต่เนื้อเรื่องกลับดำเนินไปอย่างพิสดารพันลึก ผิดกับนิยายกำลังภายในทั่วไป มีทั้งที่นักเขียนต้องโทรเลขไปขอโทษเอี้ยก้วยที่เขาเขียนว่าจอมยุทธหนุ่มถูกตัดแขนขวา แต่จริงๆแล้วเขียนผิดต้องเป็นแขนซ้ายต่างหาก จนต้องตามหมอเทวดามาสลับข้างให้ แต่ก็ใช้ไม่สะดวกเท่าไหร่นักเพราะนิ้วมันกลับทิศกลับทางไปหมด
หลังจากได้อ่าน เปี๊ยกชอบมาก ถึงกับดั้นด้นไปหาบก.วิติ๊ดแห่งขายหัวเราะ จนได้รู้ที่อยู่ของนักเขียนนิรนามผู้นี้ และระยะหลังด้วยความเอื้ออาทรของนักเขียนหนุ่ม ที่เห็นถึงความตั้งใจอยากเป็นนักเขียนของเปี๊ยก เขาจึงบอกให้เพื่อนใหม่ตัวน้อยแวะมาหาเขาได้ทุกเวลาที่อยากมา และให้หยิบยืมหนังสือทุกเล่มที่เปี๊ยกสนใจ กลับไปอ่านที่บ้านได้
“หวัดดีจ้ะน้า” เปี๊ยกทักทาย “วันนี้พอดีว่างๆอ่ะ เลยแวะมาเยี่ยม”
“มาตอนนี้ แย่หน่อยนะ ต้อนรับไม่ค่อยจะได้ ปวดหัวว่ะ”
“อ้าว เป็นไรไปล่ะฮะ” เปี๊ยกถามยิ้มๆ
ต้องหันมามองอย่างรู้ทัน เพราะเคยเจอเปี๊ยกใช้มุขนี้มาก่อนแล้ว พอเขาตอบคำถามไปว่า “เป็นนักเขียน” เจ้าหนูเปี๊ยกก็ต้องตอบว่า “อ้อ ... ที่ปวดหัวก็เพราะเป็นนักเขียนไส้แห้งนี่เอง” มันอาจจะไม่ขำสำหรับคนทั่วๆไป แต่สำหรับนักเขียนไส้แห้งจริงๆอย่างต้องแล้ว มันเป็นมุขตลกที่เสียดแทงเข้าไปถึงขั้วหัวใจ
“เป็นอะไรก็ช่างเถอะ ขอให้ตั้งใจเป็นมันให้ถึงที่สุดก็แล้วกัน” เจ้าหนูนักอ่านพูดขึ้นเมื่อเห็นชายหนุ่มนิ่งไปนาน ต้องใจยิ้มให้ ก่อนจะปรับทุกข์กับเรื่องที่เกิดขึ้นให้กับเพื่อนตัวน้อยฟัง
“ช่วงนี้แย่หน่อยว่ะ ไอ้พวกตัวละครในหนังสือมันชอบมาพูดกับพี่มากขึ้นทุกวันทุกวันแล้ว นี่กำลังคิดอยู่ว่า กูเป็นบ้าไปแล้วรึเปล่าก็ไม่รู้”
เด็กชายมองฮีโร่ของเขาอย่างจริงจัง จากที่เมื่อก่อนนี้ตอนเจอกันใหม่ๆเปี๊ยกคิดว่าเรื่องสั้นที่ต้องเขียนนั้น มันเกิดจากไอเดียที่อยากเสนอมุมมองใหม่ๆของเขา แต่เมื่อไม่นานมานี้ ที่ต้องเริ่มปรับทุกข์เรื่องที่นิ้วมันจิ้มลงบนแป้นไปเอง จึงทำให้เปี๊ยกฉงนไม่น้อย และด้วยความเป็นห่วงเพื่อนรุ่นพี่ จึงทำให้เขาต้องคอยแวะมาเยี่ยมเยียนอยู่เสมอๆในพักหลัง “น้าต้องแน่ใจเหรอ ว่าตอนนั้นน่ะ น้าไม่ได้แบบ อดนอน แล้วก็เบลอๆ พิมพ์ไปโดยไม่รู้ตัว”
“ไม่หรอกเปี๊ยก ถ้ามันเป็นครั้งคราวก็อาจจะคิดแบบนั้นได้ แต่นี่ มันเป็นทุกวันเลยนะ ยิ่งวันนี้ ไอ้พวกนั้นมันยิ่งเอาใหญ่ พิมพ์กันเองจนเรื่องพี่กลายเป็นหนังสือตลกอำนักเขียนไปแล้วอ่ะ” ต้องพูดอย่างอ่อนอกอ่อนใจ
เด็กแก่แดดประจำคลองเตยยามนี้ กลับสภาพกลายเป็นนักจิตวิทยาขึ้นมาซะแล้ว เขาเอามือไพล่หลังแล้วเดินไปเดินมา ซักพักก็แวะมาจ้องหน้าคนที่ตัวเองชอบเรียกว่าน้าอยู่บ่อยๆ “น้าๆ” เปี๊ยกเรียกขณะที่สายตาทั้งสองจ้องกันเขม็ง “น้าไปนอนสบายๆที่เตียงนะ แล้วลองเล่าให้หมอ ... เอ๊ย ให้เปี๊ยกฟังที ว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่”
ท่าทางขึงขังของเขา ทำให้ชายหนุ่มต้องทำตาม เขาเอนหลังลงบนที่นอนก่อนจะหลับตานึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา .... ซักพักเมื่ออะไรๆในหัวเริ่มเข้าที่เข้าทาง เขาจึงเริ่มพูด
“น่าจะตอนนั้นว่ะเปี๊ยก เมื่อปีที่แล้ว พี่จำได้ว่า อ่านหนังสืออะไรซักเล่มนึงเนี่ยล่ะ เข้าใจว่าเป็นนิตยสารนะ อ่า ไม่แน่ใจว่ารายปักษ์หรือรายเดือน เอ แต่น่าจะรายเดือนน่า นิตยสารที่พี่อ่านส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีหรอกที่ขายดีจนออกเดือนละสองเล่มอ่ะ ไอ้พวกนั้นต้องนิตยสารคุณหญิงคุณนายเขา อย่างเราอ่านนี่ หาเจอตามแผงก็บุญแล้ว อย่างหนังสือโอเพ่นเงี๊ย เมื่อก่อนออกรายเดือน หลังๆบก.บ่นลงในบทบรรณาธิการว่า ไม่มีจะแดกแล้วจ้า ขอออกเป็นรายสองเดือนแล้วกัน ไอ้เราก็นะ หนังสือที่ถูกกะจริตอ่ะ จะออกปีละเล่มก็ตามซื้อ แต่หลังๆนี่ดีหน่อยนะ ยังไงก็มี อะเดย์ ของคุณโหน่งที่อยู่รอดปลอดภัย แถมยังขายดีจนออกหัวใหม่เป็นชื่อแฮมเบอร์เกอร์เข้าให้ ก็ยังพอจะทำให้เชื่อได้อยู่บ้างว่า หนังสือขายไอเดีย ก็ยังพอจะมีคนอ่าน ไม่ใช่จะขายได้เฉพาะที่มีชุดว่ายน้ำขึ้นปกอ่ะ เนอะๆ เปี๊ยกว่าไม๊” ชายหนุ่มหันมาพยักเพยิดกับเปี๊ยก ที่ตอนนี้นั่งหน้ามุ่ยบอกบุญไม่รับอยู่ข้างเตียง
“น้าจ้ะ ขอแบบเนื้อๆเน้นๆอ่ะไอ้ที่จะมาประชดประชันจริตคนอ่านก็ไม่ต้องนะเอาไว้หาสาเหตุอาการของน้าได้แล้วเดี๋ยวเปี๊ยกช่วย ของชอบอยู่แล้ว แต่ตอนนี้น้าอย่าเพ้อให้มาก เอาแค่ว่ามันเริ่มมาจากอะไร แค่นั้นพอ” เปี๊ยกพูดเสียงแข็ง
“เออ จริงว่ะ แหม มันเผลอไปเหมือนมีองค์ลงเลยอ่ะ” ต้องลอยหน้าลอยตาพูด “จำได้ว่า เนี่ยแหละอ่านหนังสือแล้วเค้าสัมภาษณ์ใครซักคน ... อา .... ใครหว่า ... คือ ประมาณว่า ไม่อาว์ปุ๊ ’รงค์ ก็น้าชาติ พันธุ์หมาบ้าเนี่ยแหละ ไม่ใครก็ใครล่ะ ตอนนั้นแกบอกว่า การเขียนหนังสือของแก แกจะกำหนดคาแรคเตอร์ของตัวละครให้ชัดเจน เช่น คนบางคนชอบเอานิ้วจิ้มรูจมูก ก็จะแบบ เผลอๆเมื่อไหร่ก็จิ้มล่ะ แล้วก็วิธีการพูดของตัวละครก็ต้องชัดเจน ว่าพูดนิ่มๆหรือแบบดุๆ ...”
“แล้วไง” เปี๊ยกทักเมื่อเห็นต้องกำลังปีนลงจากเตียงไปที่ชั้นหนังสือ “แล้วยังไงอ่ะ แค่เนี๊ย แล้วน้าก็ติงต๊องไปเลยเหรอ”
“อย่างเรื่องนี้” ต้องตะกายลงมาจากหิ้งหนังสือที่สูงจรดฝ้าเพดานห้อง “พันธุ์หมาบ้านี่เป็นตัวอย่างที่ดี ตัวละครแต่ละคนมีบุคลิกลักษณะเฉพาะตัว เอาไปดูเป็นตัวอย่าง” ต้องยื่นหนังสือเก่าเก็บที่ยังอยู่ในสภาพดีให้กับมิตรทางน้ำหมึกตัวจ้อย
“ขอบใจจ๊ะน้า ดีเลย นี่กะว่า อ่านหนังสือที่น้าให้ยืมไปคราวก่อนจบ จะยืมเรื่องนี้อยู่พอดี ได้ยินชื่อมานานแล้ว” มีเด็กสิบขวบในประเทศนี้ น้อยคนนักที่จะรู้จักหนังสือที่เขาเอ่ยขึ้น ในยุคหนึ่ง มันคือ เรื่องราวที่ขายดีที่สุดของนักแสวงหา จนได้รับการตีพิมพ์ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่กับเด็กๆรุ่นเดียวกับเปี๊ยก อาจจะยังเล็กเกินไป กว่าจะสนใจหยิบจับมันขึ้นมาดู แต่สำหรับเจ้าหนูมหัศจรรย์คนนี้ การได้รู้จักกับเสน่ห์ของตัวหนังสือ ทำให้โลกของเขาเปิดกว้างมากขึ้นจริงๆ
เปี๊ยกวาง พันธุ์หมาบ้า ไว้ข้างๆตัว ก่อนจะเอ่ยปากต่อ “อ้อ อย่าเพิ่งไปไหนไกลสิพี่ เลคเชอร์เรื่องหนังสืออ่ะ เอาไว้ก่อน มันต้องมีตอนต่อไปก่อนเด่ะ แบบ กำหนดคาแรคเตอร์แล้วไงต่อ”
“อ๋อ ใช่ กำหนดเสร็จแล้วเค้าก็บอกว่า ปล่อยให้ตัวละครมันเล่นไปเอง ไอ้นักเลงมันอยากจะไปเตะใครก็ไป นักเรียนประถมจะไม่อยากเรียนแต่แอบหนีไปดูหนังโรง เพราะอยากจะเป็นผู้กำกับหนัง ก็ให้มันเป็นไปเอง ให้คาแรคเตอร์มันพาไปอ่ะ ประมาณเนี๊ย”
“อ้าว มันออกจะงงงงอยู่นา” เปี๊ยกนิ่วหน้า
“เอาไว้เขียนบ่อยๆ เปี๊ยกคงจะรู้เองล่ะมั๊ง” ต้องทำหน้าเครียดก่อนจะพูดต่อ “อย่างพี่นี่ไง จำได้ว่าตอนนั้นพออ่านบทสัมภาษณ์นั่นจบก็ลองเขียนดูเลย แล้วก็ ... แล้ววววววก้ออออออ ....” ต้องพูดลากเสียงเหมือนคราง ก่อนที่จะก้มหน้าลงกับฝ่ามือ แล้วนิ่งไป
“อ้าวน้า ไหงงั้นอ่ะ นี่ไม่ใช่ละครหลังข่าวนะพี่ อะไรกันแอคติ้งเหมือนนางเอกตอนกำลังเล่าให้พี่ชายฟังตอนพระเอกใช้กำลังปล้ำเอาอ่ะ พอถึงตอนเข้าด้ายเข้าเข็มทีไร ต้องเงี๊ยแหละ พูด แล้วววววก้ออออออ ... ค้างไว้ ก่อนจะก้มหน้าร้องไห้ เนี่ยๆ แล้วเดี๋ยวพี่ชายนางเอกจะต้องโกรธ ทำทีเป็นหุนหันจะไปเอาเรื่องพระเอก แต่คุณน้องนางเอกคนดีต้องโบกมือห้ามพี่ชายทั้งน้ำตา บอกว่า ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่ น้องไม่อยากให้ครอบครัวต้องมาเดือดร้อนเพราะน้อง ศักดิ์ศรีลูกเมียน้อยของพวกเราก็ต่ำต้อยอยู่แล้ว จะถูกคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ย่ำยีซักนิด น้องก็จะทนก้มหน้าทนปายย ยยย ”
เปี๊ยกแสดงท่าทีประกอบเหมือนอย่างที่จำมาจากในละคร จนต้องถึงกับหัวเราะตัวโก่ง “ก๊ากกกกก ไม่เบาเลยนี่ไอ้น้อง ฮ่า ฮ่า อูย ยย ย ไม่ไหวแล้ว หัวเราะจนเมื่อยปอดไปหมดแล้ว”
“อ้าว ก็เห็นน้าก้มหน้า นึกว่าจะมามุขเดียวกะละครเมื่อคืนอ่ะดิ” เด็กชายพูด “แล้วตกลงเรื่องของน้าอ่ะ ว่าไงต่อ พอน้าลองเขียนดูแล้วเป็นไง”
ต้องใจใช้เวลานานกว่าจะหยุดตัวเองไม่ให้หัวเราะได้ “ฮิ ฮิ ก็ แบบ พอเขียนดูแล้วมันก็เป็นอย่างที่เห็นล่ะวะ ไอ้เราก็พยายามกำหนดบุคลิคของแต่ละตัวไว้ แล้วก็พิมพ์ๆๆไป ... เฮ้อ แล้วพอรู้ตัวอีกที ก็กลายเป็นว่า พิมพ์เสร็จแล้วอ่ะ พออ่านตรวจทานดู อ้าว เวรกรรม นี่ฝีมือกูเหรอวะเนี่ย ไหงเป็นงี๊ไปได้”
“เอ๊ะ น้าๆ แต่บางที มันก็มีที่น้าก็คุยกับพวกเค้านี่ อย่างตอนที่น้าเขียนว่า ส่งโทรเลขไปให้เอี้ยก้วยตอนนั้นอ่ะ นั่นน้าเขียน หรือโดนตัวละครผีสิงอำเอาอ่ะ”
“เออ อันนั้นจริง ของจริงเลย พอตอนหลังๆเนี่ย มันเริ่มแบบ รู้สึกตัวอยู่บ้าง พอจะโต้ตอบให้พวกมันรู้สึกตัวหน่อย มันจะแบบ เหมือนโดนผีอำอ่ะ นึกออกไม๊ เหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น อะไรเงี๊ย” ต้องโอดครวญ
เปี๊ยกลุกขึ้นเดินเอามือไขว้หลังอีกครั้งอย่างใช้ความคิด“... อย่างงี๊มันต้องมีไสยศาสตร์มนต์ดำเข้ามาเกี่ยวด้วยแน่นอนเลย เรื่องนี้มันต้องมีเบื้องหลัง ...” ก่อนจะหันมามองเหมือนคิดอะไรได้
อากาศบนเขาที่เชียงใหม่ตอนนี้กำลังเย็นๆ ต้องกับเปี๊ยกลงจากรถกระบะของชาวไร่ที่ใจดีให้อาศัยมาลงด้วย ที่ต้องโบกรถขึ้นมาบนดอยนี่ก็เพราะทั้งสองคนต้องการมาตามหาที่อยู่ของคนที่อาจจะเป็นสาเหตุให้นักเขียนหนุ่มอยู่ในอาการสติเฟื่องเช่นนี้ ทั้งสองสอบถามจากชาวบ้านว่า บ้านอาว์ปุ๊ ’รงค์ อยู่แถวไหน ไม่ช้าไม่นานก็มีรถกระบะใจดีคันนั้นให้อาศัยมาด้วย
“มันต้องมาเจอด้วยตัวเองจ้ะน้า ว่าอาว์ปุ๊คนนี้รึเปล่าที่ให้สัมภาษณ์ไป แกอาจจะมีประสบการณ์แบบเดียวกะน้าด้วยก็เป็นได้” นั่นแหละ ที่เป็นต้นกำเนิดของการเดินทางครั้งนี้ …
สองสหายต่างวัยต่างนั่งเกร็งเป็นหิน เมื่อได้ปะหน้าจังๆตัวต่อตัวกับนักเขียนใหญ่ที่บรรดารุ่นหลังต่างยกให้เป็นอาว์
“นั่นสิฮะ ทำไมต้องอาว์ มีวอ แหวน การันต์ด้วยล่ะครับ เห็นเวลาใครเรียกลุงปุ๊ เปี๊ยกเห็นมีการันต์ขึ้นมาอื้อเลย แล้วยังไอ้ตัว( ’ )ที่อยู่ข้างหน้าชื่ออีก ทำไมมันต้องมีอ่ะ” ด้วยความที่สงสัยมานาน เด็กชายรวบรวมความกล้าก่อนจะเอ่ยถามผู้อาวุโส
ชายสูงวัยจิบน้ำชาจากถ้วยเล็กๆ ก่อนขยับแว่นตากรอบใหญ่ แล้วพูดกับเด็กรุ่นหลาน “ไม่อาจตอบได้ เพราะไม่ได้เป็นคนเรียกตัวเอง ... แต่มันจำเป็นกับชีวิตห่าๆนี่นักหรือ ... ไม่หรอก ชีวิตมีอะไรให้คิดมากกว่านั้นอีก จริงไม๊ ... ไอ้ชิทเอ๊ย” ’รงค์สบถแถมท้าย
“เอ่อ อาว์ครับ” ต้องใจพูดเบาๆอย่างเกรงๆ “ไอ้ชิทเอ๊ย ... นี่มันน่าจะมาจากปราบดานะฮะ ของอาว์นี่ควรจะเป็นบูลเชี้ยททททท์ อะไรประมาณนั้น”
คนที่ใครๆเรียกว่าอาว์ หันมามองหน้าหนุ่มนักเขียน ก่อนจะยิ้มมุมปากเล็กๆ “ฮ่ะ ฮ่ะ ไอ้หนุ่มนี่ ถ้าตอนนี้หมอที่โรง’ บาลยอมให้อาว์เอาแอลกอฮอล์ลงตับได้ซะหน่อยล่ะ จะชวนเอ็งตั้งวงซะหน่อย ... ดี ดี พูดตรงดี อาว์ชอบ” นักเขียนรุ่นเฮฟวี่เวตโอบบ่านักเขียนรุ่นฟลายเวตอย่างเอ็นดู “ส่วนไอ้ชิทคุ่นนั่น มันเพิ่งมาหาไม่นานมานี้แหละ ตอนชวนเราไปเขียนเรื่องให้กับโอเพ่นเฮ้าส์ ก็เลยติดสำนวนมันมา นี่ว่า ถ้าวันไหนกรุงเทพอากาศดีดี จะแวะไปเยี่ยมมันซะหน่อย”
เปี๊ยกซึ่งบัดนี้ความเกรงบารมีนักเขียนใหญ่หมดไปกับการพูดคุยอย่างเอ็นดูด้วยแล้ว จึงอาสาบีบนวดหลังไหล่ให้กับปุ๊ ทั้งสามสนทนาเรื่องนู้นเรื่องนี้กันอย่างเป็นกันเอง จนต้องใจนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ถามเรื่องราวที่เขาอยากรู้
“อืมม์ จำไม่ได้เหมือนกัน ว่าเคยไปพูดที่ไหน อาจจะเป็นเจ้าชาติ พันธุ์หมาบ้าก็ได้นา เอ ... แต่มันก็คุ้นๆอยู่เหมือนกัน เพราะจริงๆเราก็ใช้วิธีนั้นแหละ” อาว์ปุ๊ตอบหลังจากได้ฟังเรื่องที่เกิดขึ้น
เปี๊ยก ในฐานะหมอประจำตัวของต้อง ซักไซร้อาว์ปุ๊ไปเรื่อยๆว่า เคยเกิดเหตุแบบนี้บ้างหรือไม่ เคยพิมพ์อะไรโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า ผู้อาวุโสปฎิเสธ แต่ก็ช่วยคิดอย่างหนักหน่วง หวังจะช่วยเหลือชะตากรรมของเด็กรุ่นหลานผู้นิยมการเขียนเช่นกัน “เราว่านะ มันก็แปลกๆ ใครๆในวงการที่รู้จักกัน ก็ใช้วิธีอย่างนี้แหละเขียนเรื่องหาแดกกันมาตลอด มันพื้นๆมาก แต่ไม่เห็นมีใครโอดครวญอะไรพรรค์นี้เลย จริงๆแล้วการกำหนดคาแรคเตอร์น่ะ มันข้ามขั้นตอนไปหน่อย จริงๆมันต้องมีโครงเรื่องก่อน ว่าอะไรเป็นอะไร มันต้องมีพ๊อยตน์ที่ชัดเจน เพียงแต่รายละเอียดเท่านั้นแหละ ที่ปล่อยให้มันแป็นไป ไอ้บางทีไอ้พระเอกมันเป็นกรรมกรก่อสร้าง เวลามันหิวเหล้า มันก็ต้องไปแดกที่ร้านลาบใช่ไม๊ ไม่ใช่ไปนั่งเท่ห์อยู่ในเหลา ... เช่นนั้นล่ะ”
“อืมม์ อย่างงี้นี่เอง เกิดเป็นคุณอาว์นี่ ต้องมีการันต์เยอะๆ” เปี๊ยกยังไม่วายสนใจแต่เรื่องเดิม
ต้องเอามือผลักเปี๊ยกออกไปให้พ้นระยะถีบของผู้อาวุโส “ทะลึ่งน่าเปี๊ยก ... อ่าห์ ... คุณอาว์ครับ” ต้องหันกลับมาที่รงค์อีกครั้ง “คุณอาว์ว่า มันจะเป็นไปได้ไม๊ ที่มันจะเหมือนกับผมฝึกวิทยายุทธผิดขั้นตอนอ่ะ ผมลัดขั้นตอนการคิดโครงเรื่องไป มันเลยกลายเป็นแบบ ธาตุไฟเข้าแทรกอะไรอย่างงั๊นรึเปล่าครับ พอฝึกไปฝึกมาก็เลยกลายเป็นลัดขั้นตอนไป”
“เออ ... จริงๆ การฝึกผิดขั้นผิดตอน จากหลังไปหน้า จากหน้าไปหลัง มันทำให้กลายเป็นอย่างอื่นได้ เหมือนที่อาวว์เอี๊ยงฮงเคยทำมาแล้ว ครั้งนั้นโกวเล้งเคยบอกไว้ ตอนเจอกันที่แซนแฟรนซีสโกวว์”
“อูวววววว์ว์ว์ การันต์มาอีกแล้ววววว์ว์ว์” เสียงเล็กๆของเปี๊ยกดังแทรกขึ้นมา
คืนวันนั้นผ่านไปอย่างทุลักทุเลเล็กน้อย เปี๊ยกเกือบถูกผู้อาว์วุโสเหยียบเอาเพราะไปล้อเรื่องการันต์เกินเหตุ ส่วนอาว์ ’รงค์หลังจากไล่เหยียบเด็กรุ่นเหลนแล้ว ก็หมดแรงหอบแฮกๆ ต้องให้เปี๊ยกคนที่ตัวเองไล่เหยียบ มาคอยประคองให้ไปนอนพัก เหลืออีกคนนึงที่ยังคงเครียดกับชะตากรรมของตัวเอง โดยยังหาคำตอบไม่ได้ว่าจริงๆแล้ว อะไรกันแน่ ที่เกิดขึ้นกับเขา
ต้องใจนั่งมองเงาพระจันทร์ที่ลอยอยู่ในน้ำที่สระบ้าน’รงค์ พระจันทร์สีเหลืองดวงกลม ยามเมื่อน้ำนิ่งมันจะกลมอย่างที่เห็นบนฟ้า หากเมื่อใดมีลมพัดให้น้ำในสระกระเพื่อม พระจันทร์ของต้องก็จะแปรเปลี่ยนรูปไปเรื่อยๆ บางช่วงความคิด นักเขียนหนุ่มคิดถึงความเป็นจริง ว่าแท้จริงแล้ว สิ่งที่เรามองเห็นนี่ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆรึเปล่า ตาของคนเรา กับตาของแมลงที่เคยรู้จากสารคดีว่ามันมองเห็นสิ่งต่างๆไม่เหมือนเรา อย่างไหนกันแน่ ที่เป็นความจริง ... และอีกมากมายความคิดที่ต้องใจเก็บมาคิดจนไม่ได้หลับได้นอน
กลิ่นหมอกยามเช้า สำหรับคนเมืองอย่างต้อง มันทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างมาก แม้ทั้งคืนที่ผ่านมา เขาจะยังไม่ได้หลับตาลงเลยสักวินาที ชายหนุ่มนั่งซึมซาบบรรยากาศอยู่จนดวงอาทิตย์เริ่มแผดรังสีแรงขึ้น ในตอนนั้นเอง ที่รงค์และเปี๊ยกตื่นขึ้นมาสมทบ “เป็นไงมั่งครับอาว์” ต้องทัก
“ก็โอเค-แอม-ฟายน์ ไอ้เปี๊ยกมันช่วยนวดให้อยู่นานเส้นมันเลยคลายๆบ้างแล้ว”
“แหม ก็อาว์อ่ะ ทำยังกะเป็นหนุ่มๆอายุยี่สิบ วิ่งไล่จนเอวเคล็ดเลย เป็นไงล่ะ โถ แค่ล้อเรื่องการันต์หน่อยทำใจน้อย” เปี๊ยกแซวในขณะที่ประคองคุณอาว์ให้นั่งลงริมสระน้ำ และหันมาพูดกับต้อง “เป็นไงอ่ะน้า นั่งทำซึ้งตั้งกะเมื่อคืน ไม่หลับไม่นอนเหรอ”
ยังไม่ทันได้ตอบคำถามเสียงสวบสาบเกิดขึ้นอีกฟากของสระ ทั้งสามจ้องมองไปจนเจ้าของเสียงโผล่ออกมาจากพงหญ้า
“ชาติ พันธุ์หมาบ้า” ทุกคนตะโกนขึ้นพร้อมกัน
ส่วนคนที่ถูกเรียกก็รีบจุ๊ปากบอกให้หยุดตะโกน
“พอ พอ ไม่ต้องพูดมากเลยทุกคน รู้อะไรไม๊ นี่มันปาเข้าไปสิบกว่าหน้าแล้วนะ ลากกันไปไม่รู้จะจบตรงไหนรึไง เดี๋ยวบก.แม่งก็ด่าเอาหรอก” ชาติพูด
มิตรน้ำหมึกต่างวัยทั้งสามงงกับคำพูดของชาติ
“ไม่ต้องงงหรอกพี่ปุ๊ นี่พอดีไอ้คนเขียนมันฝากผมมา มันให้มาบอกพี่กะไอ้เปรตสองตัวเนี่ย ว่าไม่ต้องคิดหาสาเหตุกันแล้ว ไอ้คนเขียนเองมันยังคิดไม่ออกเลย ว่าไอ้ต้องเนี่ย มันเป็นห่าอะไร คนบ้าอะไรวะ พูดกะตัวหนังสือได้ มันผิดมาตั้งแต่เริ่มแล้วอ่ะ จริงๆนี่เราน่ะเป็นตัวละครของไอ้นักเขียนคนนึงอยู่ และเรื่องมันควรจะเป็นว่าไอ้ต้องมันเป็นคนบ้าอยู่ศรีธัญญา แทนที่จะเป็นนักเขียนเหมือนกูเนี่ย ... เฮ้อ ไร้สาระชิบหาย” ส่งสารที่ได้รับมาเสร็จ ชาติ พันธุ์หมาบ้าก็เดินออกจากบ้านไป อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
เมื่อทุกคนเริ่มจะเข้าใจอะไรๆที่เกิดขึ้น ทั้งสามก็เงยหน้าขึ้นมองฟ้า เหมือนจะถามหาความจริงจากใครซักคน เปี๊ยกบ่นพึมพำเบาๆ “โอวว์ เล่นง่าย เล่นกันง่ายๆเลย จบกันแบบหักมุมกระหน่ำซัมเมอร์ซ๊อลต์ใส่เกลียวห้าตลบ ประมาณว่าจะคร่ำครวญหาเหตุกันไปไย อันชีวิตนั้นไซร้ใช่เราลิขิตเอง โอ้ววว ง่ายจริ๊งงงงงนะพ่อคู๊ณณณณ” ส่วนต้องใจผู้รับสภาพว่าจริงๆตัวเองควรจะเป็นคนบ้าได้แล้ว ก็ตะโกนก้องเหมือนจะป่าวประกาศความในใจให้เข้าไปกระแทกรูหูใครคนนั้นแรงๆ
“ไอ้เหี้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย กูเนี่ยนะชื่อต้องใจ ณ เวียงพิงค์ ชื่ออื่นไม่มีแล้วใช่ม๊ายยยย โคตรพ่อโคตรแม่มึงเป็นลิเก่ากันรึไง ไอ้สาดดดดดดดดดดดดดดดดด ... มึงเป็นใครวะไอ้เหี้ยยยยย เสือกมาเขียนชีวิตกูให้เป็นแบบนี้ ห๊าาาาาาาาาาาาาาา !!!”
ท้องฟ้าเริ่มสางขึ้นมากแล้ว แสงแดดจากเบื้องบนทะลุลอดม่านเมฆบางๆลงมายังแตะยังยอดดอยเบาๆ หากดวงตาจากคนเขียนชีวิต จะบังเอิญผ่านไปเห็น ก็จะพบตัวละครของเขาสามคนสามวัย นอนหงายเรียงกันอยู่บนพื้นหญ้า จ้องมองกลับมาบนท้องฟ้าด้วย และกำลังมองหาดวงตาคู่นั้นอยู่ … อย่างนั้น
จบบริบูรณ์
______________________________
บันทึกปลายเหตุ : ชื่อตัวละครในเรื่องสั้นเรื่องนี้ เป็นเพียงนามสมมติ หากใครคิดจริงจังและต้องการฟ้องหมิ่นประมาท ขอจงรับรู้ว่า ข้าพเจ้าถูกบังคับขืนใจให้กระทำ มิได้ยินยอมแม้แต่น้อย หากอาว์หรือน้าท่านใดติดใจ โปรดเรียกร้องเอากับบก.ของข้าพเจ้าคนเดียวเท่านั้น
บันทึกต้นเหตุ : หากใครซักคนบนฟ้าจะมีตัวมีตนอยู่จริงแล้ว ตัวละครอย่างผมอยากขอร้องอะไรซักอย่าง ไม่มากไม่มาย … แค่ขอให้เขียนชีวิตอาว์ตัวจริงบนดอยสูงคนนั้นใหม่ ให้ห่างหายจากความเจ็บป่วยที่รุมเร้าอยู่ตอนนี้ และมีพลังในการฟ้องร้องในคดีหมิ่นประมาทด้วยความรักนี้ด้วยเถิด
ด้วยความเคารพอย่างสูง
อีริค
ช่วงระยะสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ชาวชุมชนคลองเตยล็อก7รู้สึกได้ถึงบรรยากาศบางอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่มีใครรู้ว่าอะไรทำให้เป็นแบบนี้ แต่ที่สัมผัสได้ร่วมกันก็คือ ‘เหมือนมีบางอย่างขาดหายไปจากชีวิต’
เช้านี้ ที่ร้านกาแฟป้าลำดวน ผู้คนไม่มากเหมือนเมื่อก่อนจะเหลือก็แค่พวกขาประจำ เช้าวันอาทิตย์เยี่ยงนี้เหล่าพลพรรคนักวิเคราะห์ปัญหาสังคมต่างๆมารวมตัวกันเป็นเรื่องปกติ ทั้งน้าหยองคนขับแท็กซี่ น้าต้อมเจ้าของร้านขายอาหารสัตว์ จ่าเป๋งตำรวจสน.คลองเตย และคนอื่นๆที่จะมานั่งคุยปรับทุกข์ปัญหาบ้านเมืองกันเป็นประจำ แม้วันนี้ผู้คนจะน้อยลงไปบ้าง
“เฮ๊ยต้อม มึงว่าช่วงนี้แถวบ้านเราแม่งแปลกๆว่ะ” หยองพูดขณะยกโอเลี้ยงขึ้นซด
ต้อมเงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ “กูว่า แม่งเศร้าๆยังไงไม่รู้ว่ะ”
หลายคนส่งเสียงเห็นด้วย วงกาแฟอภิปรายกันไปถึงที่มาของบรรยากาศเศร้าสร้อยเช่นนี้ จ่าเป๋งเล่าให้ฟังถึงไอ้น้อย ลูกตาชิดที่ถูกจับเรื่องขโมยแปรงสีฟันว่าไอ้น้อยพยายามจะผูกคอตายบนห้องขังดีว่าจ่าเป๋งแกไปเห็นเข้าพอดีเลยช่วยลากมันออกมาทัน แกว่าไอ้น้อยสารภาพว่าอยากตายแต่ไม่ใช่เพราะโดนจับ จริงๆมันโดนจับจนชินแล้ว แต่ที่มันอยากตายเพราะมันอยากหนีจากบรรยากาศซึมเศร้าที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี่ มันบอกว่ามันทนไม่ได้ที่ตอนมันไปขโมยของที่ร้านเจ๊ดา มันเห็นเต็มตาว่าเจ๊ดาแกเห็นมันกำลังหยิบแปรงสีฟันยัดเข้ากระเป๋า แต่เจ๊แกไม่สนใจอะไรเลย นั่งมองไอ้น้อยฉกของไปต่อหน้าต่อตา และที่ไอ้น้อยโดนจับก็เพราะมันทนไม่ได้ที่ขโมยมืออาชีพอย่างมันจะถูกเจ้าทุกข์จับได้จะๆแต่ไม่สนใจเอาเรื่องมันเลยแม้แต่น้อย ไอ้น้อยเลยเอาของกลางมาโรงพัก พร้อมทั้งอุ้มเอาเจ๊ดาซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์มันมาเป็นเจ้าทุกข์ให้แจ้งความจับมันเองด้วย
“เฮ้อ พูดไปก็เศร้าปากว่ะ” จ่าเป๋งถอนใจ “แม่ง เห็นหน้าไอ้น้อยแล้วกูล่ะสงสารมันจริงๆ คนมันมุ่งมั่นในอาชีพนี้จริงๆนะ ถึงขนาดยอมตายดีกว่าเสียเหลี่ยมขโมย”
หลังจากการถกเถียงกันไปซักพัก ทางหน้าร้านกาแฟก็ปรากฏมีแก๊งค์เด็กประมาณ10คนมายืนแถวหน้ากระดานปิดหน้าร้านไว้ เหล่าลุงๆป้าๆในร้านต่างก็งงในสิ่งที่เกิดขึ้น และแล้ว เด็กคนที่ยืนอยู่หัวแถวก็ตบเท้าแล้วก้าวเข้ามาในร้าน
“ใครเป็นคนดูแลที่นี่” เด็กน้อยตะโกนก้อง
‘พลั๊วะ’ เสียงฝ่ามือพิฆาตของป้าลำดวนประเคนเข้าเต็มหัวของเจ้าหนูดังสนั่น
“ไอ้เปี๊ยก มึงพาเพื่อนไปเล่นที่อื่นเลยนะ มายืนอออะไรกันเต็มร้านกูเนี่ย หนอย ใครดูแลที่นี่ แล้วที่มึงมานั่งขอชาดำเย็นกูกินทุกวันนี่ไม่รู้ใช่ไม๊ ห๊า ว่าใครดูแลที่นี่ เดี๊ยะ เดี๊ยะเหอะมึง” ลำดวนตวาดใส่
เปี๊ยกคลำหัวป้อยๆ “แหม ป้าก็ นี่เปี๊ยกกำลังเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติอยู่นะ ป้าเล่นตบหัวเปี๊ยกอย่างงี๊ไอ้พวกลูกน้องมันหัวเราะเยาะตายเลย” พูดพลางเปี๊ยกก็มองไปทางแถวเรียงเดี่ยวของกองกำลังของเขา นั่น นั่นไอ้ช่วง มึงหัวเราะกูเหรอ
ทั้งร้านหัวเราะครืน เป็นเสียงหัวเราะแรกของวันเลยทีเดียว ต้อมลากเก้าอี้ออกมาให้เปี๊ยกนั่งร่วมโต๊ะ เด็กคนอื่นๆทยอยเข้ามาภายในร้าน
จ่าเป๋งมองหน้าคู่ปรับตัวจ้อย “มึงจะปฏิวัติอะไรของมึงวะไอ้เปี๊ยก วันๆหาแต่เรื่องน่ะมึงน่ะ”
เปี๊ยกสูดโอเลี้ยงของหยองเข้าไปจนเหลือครึ่งแก้วก่อนตอบ “ปฏิวัติความหงอยอ่ะฮะจ่า เนี่ยช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไร พวกเปี๊ยกจะเล่นอะไรก็ไม่สนุก มันเหมือนอะไรบางอย่างขาดหายไปมันไม่สดใสเหมือนก่อนอ่ะฮะ ไม่รู้มันเป็นอะไร พวกเปี๊ยกก็เลยคิดกันว่าจะต้องทำอะไรบางอย่างแล้ว ไม่งั๊นชีวิตสุขสันต์ของเด็กสิบขวบอย่างพวกเราคงต้องหงอยไปตลอดชาติ”
ต้อมรีบยกแก้วกาแฟเย็นหลบพ้นมือเปี๊ยกที่ฉกเข้ามา “เฮ่ย น้าเป็นหวัดอยู่”
เปี๊ยกหน้าเจื่อนๆเล็กน้อยแล้วตะโกนบอกป้าลำดวน “ป้าฮะ ขอชาดำเย็นแก้วฮะ”
หลังจากนั้นทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในร้านกาแฟป้าลำดวนก็หยิบยกปัญหาความเงียบเหงาเศร้าสร้อยนี้ขึ้นเป็นวาระสำคัญแห่งชุมชน ซึ่งจำต้องเปิดญัตติอภิปรายกันเพื่อหาทางแก้ปัญหา ในที่สุดที่ประชุมก็สรุปลงว่า ให้สมาชิกทั้งหลายร่วมกันหาสาเหตุแห่งความเศร้านี้มาให้ได้โดยเร็ว โดยแต่งตั้งให้เปี๊ยกเป็นหัวหน้าของเหล่าเด็กๆให้จัดเป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็วมีอำนาจสืบสวนเรื่องนี้ได้ทั่วทั้งชุมชน และให้รายงานผลโดยตรงกับคณะที่ปรึกษาทั้งสี่ คือ จ่าเป๋ง ต้อม หยอง และป้าลำดวน ทั้งนี้จะต้องปฏิบัติการอย่างรวดเร็วและรักษาไว้ซึ่งสภาพจิตใจของเหล่าชุมชนอย่าให้บอบช้ำไปกว่านี้
[ กองกำลังเฉพาะกิจปราบความหงอย ] ป้ายผ้าขนาดใหญ่สีแดงตัวหนังสือสีดำถูกติดไว้หน้าร้านกาแฟป้าลำดวน ส่วนพวกเด็กๆจะมีแถบผ้าเล็กๆพันที่ต้นแขนขวามีตัวอักษรย่อว่า [ ฉ ก ป ง. ] ถูกอย่างถูกจัดตั้งอย่างรวดเร็วและเริ่มต้นปฏิบัติการอย่างจริงจัง
ตอนกลางวันเด็กๆแยกย้ายกันไปสอบถามชาวบ้านที่หงอยลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนใหญ่ให้การว่า ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นตื่นเช้ามาในวันหนึ่งแล้วเหมือนชีวิตมันขาดอะไรไปบางอย่าง ทำให้ตอนกลางวันซึมเศร้า กลางคืนก็นอนไม่ค่อยหลับ เป็นอย่างนี้กันทุกคน เมื่อเปี๊ยกลองวาดแผนที่ชุมชน และพล็อตจุดที่ชาวบ้านมีอาการหงอยๆก็เห็นอะไรผิดปกติบางอย่าง
เจ้าช่วงชี้ให้เปี๊ยกดูแผนที่ “เปี๊ยก มึงดูนี่ จุดที่ชาวบ้านหงอยกัน ส่วนใหญ่อยู่ในละแวกซอยสามนะ เนี่ยมึงดูดิ ร้านเจ๊ดา บ้านตานวย แล้วก็คนอื่นๆอีก แต่ถ้าถัดออกไปจากซอยสามจะเริ่มกระจายตัวห่างๆกันไป”
“อืม จริงด้วย ในซอยสามมันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากล” เปี๊ยกว่า “เอางี๊ ไอ้ช่วง ไอ้ม้ง คืนนี้เอ็งสองคนไปนอนที่บ้านไอ้อ็อดนะ บ้านมันอยู่ซอยสาม คอยสังเกตการณ์ไว้แล้วมารายงานข้าตอนเช้า พอดีคืนนี้ข้าโดนแม่คาดโทษไว้ห้ามออกจากบ้านว่ะ แหะแหะ” เปี๊ยกยิ้มแห้งๆ
ทุกอย่างเป็นไปตามคาด พอรุ่งเช้าสมุนเจ้าเปี๊ยกก็มารายงานที่ร้านป้าลำดวน
เจ้าหนูม้งเปิดฉากเจรจา “คืองี๊ฮะน้าๆทั้งหลาย เมื่อคืนนี้ม้งกะช่วงไปนอนบ้านไอ้อ็อด ตอนแรกไอ้อ็อดก็งงว่าไปนอนบ้านมันทำไม อยู่โรงเรียนก็แกล้งมันเอ๊าแกล้งมันเอา มาคืนนี้ดันไปขอนอนด้วย แต่ม้งกะช่วงก็จับคอเสื้อไอ้อ็อดเขย่าแล้วก็บอกมันว่า มึงจะให้กูนอนหรือไม่ให้ ห๊า … เท่านั้นแหละฮะ ไอ้อ็อดก็เลยยอม ..”
ระหว่างม้งกำลังจะพูดต่อ ป้าลำดวนก็ใช้ฝ่ามือพิฆาตฟาดมาเต็มหลัง ‘พลั่ก’ “พอแล้วไอ้ม้ง เค้าให้เอ็งเล่าเรื่องต้นเหตุของความหงอยไม่ใช่ให้เล่าเรื่องไอ้อ็อด เอาแบบสั้นๆน่ะ ตอนเรียนครูทิพเค้าไม่เคยสอนย่อความหรือไงวะ” ป้าลำดวนบ่นพึม
ม้งทำหน้าเหยเกแล้วว่า “แหม ป้า แค่เนี๊ยถึงกับต้องใช้กำลัง นี่ม้งยังเด็กอยู่นะ เกิดหลังหักไปใครจะรับผิดชอบ เดี๊ยะ ให้จ่าเป๋งจับซะให้เข็ดเลยนี่ อูย”
จ่าเป๋งหัวเราะลั่น “กูจะจับมึงนั่นแหละ เอ้า เล่าๆมาเร็วเข้า ชักช้าชิบหาย”
“คืองี๊ฮะ เดี๋ยวผมเล่าเอง” เจ้าช่วงมารับต่อ “คือว่า เรารู้แล้วฮะ ว่าต้นเหตุแห่งความหงอยมันเกิดจากไหน เอ่อ มันมาจากบ้านตาชิบฮะน้า”
หยองหันขวับ “ตาชิบ … ตาชิบผัวยายอุ่นขายข้าวมันไก่อ่ะนะ”
“ครับน้า” ช่วงพูด “ทุกอย่างเกิดจากบ้านตาชิบ”
ระหว่างนั้นเปี๊ยกก็เดินเข้ามาในร้านพอดี “ไฮ ทุกคน” เปี๊ยกทัก
“ไฮพ่องเหอะ เป็นลูกฝรั่งเหรอมึง” จ่าเป๋งว่า “ไม่ต้องพูดมาก มาฟังลูกน้องมึงเล่าก่อน”
เปี๊ยกนั่งลงอย่างว่าง่าย แล้วก็จกปาท่องโก๋ของต้อมกินไปครึ่งตัวตามเคย
ช่วงวางท่ายืดนิดๆที่มีแต่คนสนใจ “คืองี๊ พ่อไอ้อ็อดเล่าให้ฟังว่า ก่อนนี้ทุกๆเช้าตรู่ ชาวบ้านในซอยสามจะถูกปลุกด้วยเสียงบางอย่าง ไม่ใช่เสียงไก่ขันนะฮะ แต่เป็นเสียงตาชิบถูกเมียฟาดด้วยขันน่ะ คือทุกคืนตาชิบจะแอบยายอุ่นไปกินเหล้าที่ร้านโต้รุ่งแล้วกลับเช้าทุกที พอกลับมาถึงแกก็จะเจอทุกอย่างที่ยายอุ่นหยิบฉวยได้ฟาดใส่ สองคนนี้ทะเลาะกันตั้งแต่หนุ่มจนแก่หง่อมแล้ว ชาวบ้านก็ได้อานิสสงก์ไปด้วย คือพอได้ยินเสียงตาชิบถูกเมียฟาดเอา นั่นก็แสดงว่าได้เวลาตีห้าพอดี ได้เวลาตื่นไปทำมาหากินกันได้ เหมือนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าอะฮะ”
ต้อมหัวเราะ “ฮ่าๆ เออ ใช่ๆ เรื่องนี้มันเล่ากันทั้งบางแล้ว ใครๆก็รู้นี่”
“ก็ใช่ฮะน้าต้อม” ช่วงบอก “แต่ตอนนี้อ่ะดิ ตอนนี้บ้านนั้นไม่มีเสียงแล้วฮะ เช้ามาก็เงียบกริบ นี่พ่อไอ้อ็อดบอกว่า แกไปเข็นผักสายทุกวันเลยช่วงนี้เพราะไม่มีเสียงปลุกนี่เอง แล้วตอนกลางวันก็ไม่ค่อยจะอยากทำอะไร เหมือนไก่อะฮะ ถ้ามันยังไม่เห็นแสงก็ไม่ขัน ใครลองเอาผ้าไปคลุมสุ่มไก่ดูจะรู้ ว่ามันจะหงอยๆนึกว่ายังกลางคืนอยู่ เนี่ยฮะผมกะไอ้ม้งเลยสงสัยกันว่า เป็นเพราะตาชิบไม่ถูกเมียด่าตอนเช้านี่แหละ ชาวบ้านเลยหงอยไปหมดเพราะเหมือนว่าเสียงด่าก็คล้ายๆเสียงปลุกให้ตื่นนั่นเอง พอไม่มีเสียงปลุกก็เลยตื่นแบบแกนๆหงอยๆอ่ะฮะ”
หยองดูงงงง “เออ เว๊ย สมมติฐานแปลกๆ แต่ก็เอาวะ ถึงไงนี่ก็เป็นเบาะแสเดียว ยังไงเราก็ต้องไปพิสูจน์”
บ่ายวันนั้นหน่วย ฉ ก ป ง. พร้อมด้วยที่ปรึกษาทั้งสี่ก็มาหยุดยืนอยู่ที่บ้านตาชิบ หยองเข้าไปเคาะประตูที่ปิดเงียบ “ตาชิบ ตาชิบ อยู่ไม๊ …” เงียบ ไม่มีเสียงใดตอบกลับมา คณะพรรคต่างพากันร้องเรียกอยู่เป็นนานแต่ก็เหลวเหมือนเดิม เจ้าหนูเปี๊ยกจึงอาสาบุกเข้าไป
“น้าต้อมดันตูดเปี๊ยกทีดิ” เปี๊ยกพูดขณะพยายามปีนเข้าบ้านตาชิบทางกันสาด
ต้อมค่อยๆดันตัวเจ้าหนูขึ้นไปเกาะที่กันสาดก่อนที่เปี๊ยกจะยกตัวเองขึ้นไปและลัดเลาะไปถึงหน้าต่างชั้นสองที่เปิดอ้าอยู่ จอมซนแห่งคลองเตยเขย่งมองลอดหน้าต่างเข้าไป เขามองเห็นอะไรบางอย่าง มันเหมือนกองผ้าห่มขนาดใหญ่ แต่เจ้าหนูสังเกตเห็นว่ามันเหมือนกับร่างคนกำลังถูกผ้าห่มพันเป็นก้อนกลมๆมากกว่า
“ชิบหายแล้วน้า” เปี๊ยกตะโกนลงมา “ตาชิบ ตาชิบตายแล้ว !!!”
ระหว่างที่พวกข้างล่างกำลังตกใจและหาทางพังประตูบ้านตาชิบอยู่นั้น จู่ๆ หยองก็นิ่งไปเหมือนคิดอะไรได้ และบอกทุกคนให้หยุด ก่อนจะตะโกนบอกเปี๊ยกที่อยู่ข้างบน
“ไอ้เปี๊ยก มึงไม่ต้องตกใจ ตาชิบยังไม่ตายหรอก เนี่ย แกเอาผ้าห่มพันตัวอยู่เท่านั้นแหละ” หยองพูด
เปี๊ยกหันมองลงมา “จริงอ่ะ แล้วน้าหยองรู้ได้ไงฮะเนี่ย”
“เออ กูรู้ก็แล้วกัน พอดีกูเก็บกระดาษนี่ได้” หยองอ่านให้ทุกคนฟัง “ไม่ต้องตกใจไป ตาชิบยังไม่ตาย พอดีผมเขียนเพลินไปหน่อย กะไว้ว่า จะให้ไอ้เปี๊ยกเข้าใจผิดแล้วเรื่องจะได้วุ่นๆกัน มีการพังประตูอะไรเนี่ยแหละ แล้วสุดท้ายก็มาเปิดผ้าห่มดู ปรากฏว่าตาชิบยังไม่ตาย แค่หงอยเท่านั้นเอง เลยเอาผ้าห่มพันตัวเล่น แล้วทุกคนก็รุมด่าเปี๊ยกไง ให้มันตลกๆน่ะ แต่ทำท่าว่าเรื่องมันจะยาวไป เดี๋ยวบอกอด่าเอา เพราะเล่มนี้คนเขียนเยอะ หนังสือหนามากไป แม็กเย็บกระดาษแกจะเย็บไม่ได้เอา ขอโทษนะทุกคน ที่ทำให้ตกใจ [ลงชื่อ eric]”
จ่าเป๋งถึงกับอึ้ง “โห แม่ง นี่มันโง่หรือมันบ้าวะเนี่ย แทนที่มันจะลบแล้วก็พิมพ์ใหม่เท่านั้น เสือกต้องมาแก้ตัวอีก แล้วนี่แม่งก็ลากยาวไปอีกครึ่งหน้า โธ่ ไอ้ฟายเอ๊ย”
หลังจากเรื่องทุกอย่างคลี่คลาย เปี๊ยกลงมาเปิดประตูให้พรรคพวก ทุกคนยกโขยงขึ้นไปดูตาชิบ ต้อมค่อยๆม้วนผ้าห่มออก จนเห็นตาชิบนอนนิ่งลืมตามองทุกคนอยู่แต่ไม่พูดไม่จา
ป้าลำดวนกระเถิบไปนั่งใกล้ๆตาชิบ “พี่ชิบ เป็นอะไรไปน่ะ พวกเราเป็นห่วงนะ เลยมาเยี่ยม”
เงียบ ไม่มีเสียงตอบใดๆหลุดจากปากตาชิบ แกยังคงนอนนิ่งๆอย่างเดิม
จ่าเป๋งสัมผัสได้ถึงความเศร้าแผ่ออกมาจากรอบๆตัวตาชิบ ด้วยสัญชาตญาณสายสืบเก่า แกบอกกับทุกๆคนว่า “ปล่อยแกไว้งี๊ก่อนเถอะพวกเรา ข้าว่า ยังไงๆวันนี้แกก็ไม่ยอมพูดหรอก”
ทุกคนกลับออกมาจากบ้านตาชิบ ลำดวนทิ้งปิ่นโตที่เตรียมจะเอาไปส่งให้ลูกชายที่โรงเรียนไว้ที่บ้านตาชิบ “กินข้าวกินปลาซะบ้างนะพี่ชิบ”
ที่ร้านกาแฟ จ่าเป๋งเปิดปากถึงการตัดสินใจครั้งนั้น “ยังไงๆแกก็ไม่พูดหรอก ขนาดไอ้เปี๊ยกปีนขึ้นบ้านอย่างกะขโมยขนาดนั้นแกยังไม่สนเลย ทุกอย่างเกิดจากข้างในน่ะ ถ้าแกยังไม่อยากทำอะไร ยังไงแกก็ไม่ทำ อ้อ ไม่ใช่แกไม่ทำ แต่มันทำไม่ได้ต่างหาก”
“จริงอย่างจ่าว่านะ” ต้อมเสริม “แต่ยังไงเราก็รู้แล้ว ว่าสมมติฐานของเราเป็นจริง ความหงอยของบ้านเรา เกิดมาจากตาชิบจริงๆ แล้วทีนี้จะเอาไงกันดีล่ะ”
เปี๊ยกเอามือไขว้หลัง เดินวนไปวนมารอบๆโต๊ะ เหมือนทำท่าว่าคิดอะไรอยู่
“เรื่องนี้มันมีสองคนนะ” เปี๊ยกเงยหน้าพูดขึ้น
ทุกคนพากันมาที่ตลาด ที่ร้านข้าวมันไก่มีมุ้งสีขาววางแอบอยู่ข้างๆตู้กระจกที่ใส่ไก่ ทุกคนรู้ได้ว่า ยายอุ่นคงจะนอนที่ร้านนี่แทนที่จะเป็นที่บ้าน
“ยายจ๊ะ เปี๊ยกมีเรื่องจะคุยด้วย” เจ้าหนูเปิดฉากเจรจา
หญิงชราอายุประมาณ 60 รูปร่างท้วมใหญ่แต่ใบหน้าซูบผิดจากที่ใครๆเคยเห็น แกมองดูคนหลายคนที่มายืนอออยู่ข้างหน้าแก “มีอะไรเหรอเจ้าเปี๊ยก” ยายอุ่นถาม
เปี๊ยกพยายามเอื้อมมือไปหยิบชิ้นไก่ทอดในตู้กระจก แต่ลำดวนตีมือเปี๊ยกอย่างแรง เจ้าหนูหดมือกลับอย่างรวดเร็ว “โทษฮะป้า ของมันเคยๆน่ะ” เปี๊ยกพูดแล้วหันไปทางยายอุ่น “ยายจ๋า ยายทะเลาะกะตาชิบเหรอจ๊ะ”
ยายอุ่นหลบตาเจ้าหนู มือก็สับไก่ทอดชิ้นนั้นใส่จานแล้วยื่นให้เปี๊ยก “เอ้า กินซะสิ ยังไม่ได้กินข้าวมาแน่ๆเลยใช่ไม๊”
“พูดตามตรงนะครับน้าอุ่น” ต้อมพูดขึ้น ในขบวนเหล่าคณะพรรค ก็มีแต่ต้อมนี่แหละ ที่ดูเป็นผู้ใหญ่แล้วพูดจาเป็นงานเป็นการที่สุด “พวกเราจำเป็นต้องเข้ามายุ่งกับชีวิตน้าอุ่นกับน้าชิบ ก็เพราะว่าตอนนี้ชาวบ้านเรากำลังได้รับผลกระทบจากเรื่องของพวกน้านี่แหละครับ พวกผมซึมเศร้ากันมาเป็นอาทิตย์แล้ว ถึงน้าจะไม่รู้ แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆนะ เราไม่มีทางเลือกนอกจากต้องมาขอร้องให้น้ากับน้าชิบคืนดีกันน่ะครับ”
ยายอุ่นนิ่งไปซักพัก ตามองเหม่อไปนอกร้านก่อนจะหันมาสบตากับต้อมและพวกทีละคน “ไก่นั่นน่ะ น้าสับมันไปแล้ว เอ็งจะเอาด้ายมาเย็บมันให้ติดกันเป็นชิ้นเดียวกันอย่างเดิมได้ไม๊ล่ะ”
“โห ปรัชญาข้าวมันไก่” เปี๊ยกอุทานเบาๆ
‘ผลั่ก’ เสียงฝ่ามือพิฆาตของลำดวนฟาดมาเต็มหลังเปี๊ยกอีกครั้ง “หยุดพล่ามได้แล้ว” ลำดวนดุ
ทุกอย่างยังเหมือนเดิม หน่วย ฉ ก ป ง. ปฏิบัติการไม่สำเร็จ ยายอุ่นยังนอนกางมุ้งอยู่ที่ตลาด ตาชิบก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะคืบตัวออกจากผ้าห่ม ความเศร้ายังคงปกคลุมชาวคลองเตยต่อไป พวกของเปี๊ยกเวียนไปเวียนมาระหว่างบ้านตาชิบกับร้านข้าวมันไก่อยู่หลายครั้ง แต่สุดท้ายก็เหมือนเดิม ตาชิบไม่ยอมพูดจา ส่วนยายอุ่นก็ไม่มีทีท่าว่าจะกลับบ้าน
“แย่แล้วพวกเรา” หยองวิ่งพรวดพราดเข้ามาในร้านกาแฟ ขณะนั้นมีจ่าเป๋ง ต้อม และลำดวนอยู่ในร้าน
จ่าเป๋งวางมือจากการขัดปืน “อะไรวะหยอง อะไรแย่”
หยองระร่ำระลักตอบ “ก็ ก็เจ๊ดาอ่ะดิ ปิดร้านหนีไปแล้ว ข้างบ้านบอกว่าเจ๊แกกลับไปอยู่บ้านนอก แกว่าทนไม่ได้แล้วกับบรรยากาศแบบนี้อ่ะ”
“ในที่สุด ความหงอยก็ฆ่าคนได้จริงๆ” ลำดวนสรุป
เช้าวันนี้พวกเด็กๆขี่จักรยานร่อนกันมาถึงซอยสาม เปี๊ยกเงยหน้ามองขึ้นไปที่ชั้นสองของบ้านตาชิบ หน้าต่างบานนั้นยังเปิดอยู่เหมือนเดิม
เปี๊ยกถอนหายใจยาว สำหรับเด็กอย่างพวกเขา การรับรู้ถึงความสุขมันสามารถรับรู้ได้เร็วกว่าความเศร้า แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ ความเศร้าที่ปกคลุมอยู่ตอนนี้มันก็สามารถสร้างรอยเล็กๆในใจเด็กๆได้
ขณะที่พวกเด็กๆขี่จักรยานผ่านบ้านหลังนั้น พลันมีมอเตอร์ไซค์แต่งซิ่งเต็มที่ส่งเสียงแผดดังสวนทางมาอย่างเร็ว เจ้าม้งซึ่งขี่รถอยู่ตรงกลางของถนนตกใจอย่างมาก เขาหักจักรยานหลบมอเตอร์ไซค์คันนั้นได้อย่างหวุดหวิดจนจักรยานเสียหลักล้มลงข้างทาง
“เฮ๊ย อะไรกันวะ” เจ้าเปี๊ยกตะโกนลั่น หันไปทางมอเตอร์ไซค์ซึ่งวิ่งผ่านไปโดยไม่หยุดชลอดูเลย “แม่ง ลูกผู้ชายหน่อยโว๊ย ทำผิดแล้วหัดขอโทษกันมั่งดิวะ โธ่ ไอ้ตุ๊ด ปากไม่มีหรือไง อย่ามาบิดแถวบ้านกูนะมึง จะเอาน้ำมันราดให้ล้มกลิ้งเลยคอยดู” เปี๊ยกโวยวายลั่น
ที่หน้าต่างบ้านหลังนั้น ไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหวมานานนับเดือนแล้ว แต่ตอนนี้ ในตอนที่ไม่มีใครสังเกต พลันเหมือนมีอะไรบางอย่างขยับเขยื้อนอยู่
ไม่นาน ขณะที่เปี๊ยกและพรรคพวกกำลังช่วยพยุงม้งให้ลุกขึ้น ประตูบ้านตาชิบก็ถูกเปิดออกจากข้างใน ชายชราใส่เสื้อกล้ามกางเกงขาก๊วยค่อยๆเดินออกมานอกบ้าน เปี๊ยกและพวกหันมามองกันเป็นตาเดียว ทุกคนไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น
ตาชิบปิดประตูใส่กลอนไว้แล้วเดินมาที่ถนน แกเดินผ่านพวกเด็กๆไป ก่อนจะหันกลับมาพูดกับเปี๊ยก “ขอบใจนะไอ้หนู” เปี๊ยกแน่ใจว่าเห็นตาชิบยิ้มให้นิดหนึ่งก่อนแกจะเดินเลยไป
ตาชิบเดินผ่านไปที่ไหนก็จะมีชาวบ้านออกมาดูแก ลุงนวยถึงกับปล่อยลูกที่ยังเล็กที่แกกำลังอาบน้ำให้ทิ้งไว้แล้วเดินออกมาดูตาชิบที่หน้าบ้าน ไม่มีใครรู้ว่าอะไรทำให้ลุงนวยปล่อยยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
ผ่านป้อมตำรวจ ผ่านร้านขายของ ผ่านโรงเรียน ตาชิบยังคงเดินต่อไป จนกระทั่งถึงกองขยะริมทางกองใหญ่ แกหยุดเดิน สายตาฝ้าฟางจับจ้องไปที่ถนนเบื้องหน้า ห่างไปหลายสิบเมตร แต่แกยังจำได้ดีถึงรูปร่างของใครคนนั้น คนที่กำลังเดินสวนมา
ใครคนนั้นมาหยุดยืนต่อหน้าตาชิบแล้วพูด “กลับบ้านเราเถอะ”
ตาชิบยิ้มตอบ ดวงตาฝ้าฟางของแกบัดนี้มีน้ำตาเอ่อปริ่มๆ แกจับมือยายอุ่นไว้ แล้วจูงมือกันหันหลังเดินกลับทางเดิมที่แกเดินผ่านมา เปี๊ยกซึ่งขี่จักรยานตามตาชิบมาตั้งแต่บ้านมองเห็นภาพตรงหน้า แม้เขาจะยังเด็กนัก แต่สัมผัสทางตาทำให้เด็กน้อยหัวใจพองโต และสิ่งที่ทำให้เปี๊ยกน้ำตาไหลออกมาก็คือ ตอนที่ทั้งคู่เดินผ่านเขาไป เปี๊ยกแน่ใจว่าได้ยินเสียงตาชิบกระซิบบอกยายอุ่นเบาๆ “พ่อขอโทษนะแม่”
ด้วยสิ่งที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลยในชีวิต เจ้าหนูขี่จักรยานมุ่งหน้าไปทางร้านกาแฟป้าลำดวน เขายังคิดไม่ออกว่าจะบอกพวกลุงๆป้าๆที่ร้านว่าอย่างไร ไม่รู้ว่าจะสามารถถ่ายทอดความรู้สึกจากภาพที่เห็นให้คนอื่นได้รับรู้ได้ขนาดไหน แต่ถึงอย่างไรเขาก็ต้องไป ต้องบอกทุกคนให้ได้ ว่าบัดนี้ ชุมชนของเราจะไม่หงอยอีกแล้ว ตาชิบกับยายอุ่นทำลายความเศร้าที่ตัวเองสร้างไปหมดแล้ว ด้วยอะไรซักอย่าง ความผูกพันเหรอ เปี๊ยกไม่รู้หรอก รู้แต่ว่ามันอธิบายยากพอๆกับโจทย์เลขของครูทิพเลยเชียวล่ะ…
บันทึก :
อะไรซักอย่างที่คนเราอธิบายไม่ได้ แต่มันมีอยู่ และจะยังคงอยู่ตลอดไป ผมไม่รู้จะบอกพวกคุณว่ายังไงดี ถึงจะเข้าใจความรู้สึกของตาชิบและยายอุ่น ไก่ที่ถูกสับไปเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย มันไม่เคยกลับมารวมร่างกันได้เหมือนเดิม แต่หัวใจของคนทั้งสองไม่ใช่ไก่ทอด ใครเคยพยายามบอกโลกว่า แก้วที่มันร้าว ไม่มีทางจะจะประสานให้เป็นเนื้อเดียวกันได้อีกแล้ว แต่คุณรู้ไหม ถ้าเราลองพยายามคิดดูให้ดี เราจะรู้ว่าหัวใจไม่ใช่แก้ว และแน่นอนไม่ใช่ไก่ทอดด้วย ทั้งปรัชญาแก้ว และปรัชญาข้าวมันไก่มันไม่สามารถอธิบายความรักได้ คุณเคยมีความรักไหมครับ ผมมีอยู่ และรู้ตัวเองว่า ถึงอย่างไรผมก็จะไม่ยอมเสียความรักของผมไปเด็ดขาด ผมรักเธอ และนั่นเป็นคำตอบของทั้งหมด เป็นคำตอบง่ายๆที่อธิบายเป็นรูปร่างหน้าตาไม่ได้เลย แต่คุณจะไปหาคำอธิบายทำไมกัน เรื่องบางเรื่องปล่อยสมองอยู่นิ่งๆแล้วให้หัวใจจัดการเองจะดีกว่า…ไม๊ครับ !!!
