ผมมีเรื่องที่เขียนไม่เสร็จเยอะเลย
แต่จะเรียกว่าเขียนไม่เสร็จก็ไม่ถูกนักหรอก อันที่จริงส่วนใหญ่มันเป็นเรื่องที่เพิ่งเริ่มเขียน แล้วก็ไม่ได้เขียนต่อด้วยเหตุผลต่าง ๆ
นานา
บางเรื่องน่าจะกลับไปเขียนต่อให้จบได้
บางเรื่องก็ผ่านความอยากเขียนมาแล้ว
บางเรื่องลืมไปแล้วว่าเรื่องเป็นยังไง
วันนี้ก็เลยถือซะว่าเล่นเกมส์หน่อยละกัน
ขอเอาเรื่องที่เขียนไม่เสร็จมาให้อ่าน
แล้วให้คนอ่านลองเดาพล๊อตเรืองดู
ว่าเรื่องนี้จะพูดถึงอะไรต่อไป
ทายถูกมีรางวัล(ขอเก็บเป็นความลับก่อน!!)
หรือทายไม่ถูกแต่พล๊อตเจ๋งถูกใจซักเรื่องก็โอเค!!
เรื่องที่1 : สมัยที่ผมมีแฟน
บางทีเราก็ตั้งชื่อมาเรียกกันตลก ๆ
แฟนผมเรียกผม “ตาฟัก”(เพราะผมเคยใช้ชื่อในเนตชื่อนึงว่า
“ฟักทอง”) แล้วแฟนผมก็เรียกตัวเค้าเองว่าเป็น “คนสวนบ้านตาฟัก”
มันก็เลยกลายเป็นที่มา(หรืออาจจะไม่ใช่) ของเรื่องนี้
ตาฟักกับคนสวนบ้านตาฟัก
.. ดวงตาของตาฟักแห้งผาก
.. ลิ้นของตาฟักที่แลบเลียริมฝีปากสากดังก้อนหิน
.. น้ำลายของตาฟักเหนียวเหนอะหนะและเหม็นเปรี้ยวไหลเยิ้มออกมาตามมุมปาก
.. เส้นผมของตาฟักแบนราบติดกับหมอน
มันฝังปลายผมลึกลงไปเหมือนรากไม้ตรึงให้ศรีษะตาฟักแทบจมลงไปในที่นอน
..
ฝุ่นสีขาวกระจายฟุ้งไปทั่วเมื่อแมลงเต่าทองตัวหนึ่งร่อนลงบนร่างกายของตาฟักซึ่งบัดนี้ถูกเกาะกุมไปด้วยเถาวัลย์หนามสีน้ำตาลแดง และเมื่อมันขยับปีกบินผ่านฝุ่นสีขาวที่ค่อย ๆ
โรยตัวลงกลบร่างของตาฟัก
ทำให้ดูเหมือนคนกำลังนอนห่มผ้าห่มสีขาวผืนใหญ่อีกครั้ง
เสียงฟ้าคำรามดังกึกก้องมาแต่ไกล เสียงฝนตกซู่ซ่ายังคงอยู่ตลอดเวลา ตาฟักยิ้มเห็นฟันสีเหลืองอ๋อย
นึกถึงน้ำที่กำลังล้อมแปลงฟักทองสะท้อนแสงฟ้าแลบฟ้าผ่าเป็นประกาย
นึกถึงวันที่เธอคนนั้นหิ้วตะกร้าออกไปเก็บผักในป่าด้วยท่าทางร่าเริง นึกถึงริมฝีปากอวบอิ่มของเธอเป็นสีชมพูอ่อน นึกถึงจูบที่มีรสหวานและกลิ่นของยางพารา
เรื่องที่2 : เรื่องนี้ถ้าไม่ไปค้นเจอก็คงไม่รู้หรอกว่าตัวเองเคยเขียน จำไม่ได้แล้วล่ะว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร? เปิดเรื่องคล้ายความทรงจำที่บ้านลาดพร้าวตอนยังเด็ก
ๆ อ่านแล้วก็ไม่เลวนะ 55555555555
เด็กผู้หญิงสีเหลืองของผม
ไม่มืด
ไม่สว่าง เห็นลาง ๆ
เหมือนอยู่ในหมอก
ดงหญ้าคาสูงท่วมหัวไหวเสียดใบกันไปตามแรงลม ขนาบอยู่สองฝั่งถนนดินลูกรังแคบ ๆ
เมฆฝนสีเทาเข้มอัดแน่นอยู่เต็มท้องฟ้ายามราตรี ลอยวนเปลี่ยนรูปเปลี่ยนร่างไปต่าง ๆ นานา ๆ เหมือนจิตรกรขี้โมโหกำลังป้ายปลายพู่กันอย่างเร่งร้อนฉวัดเฉวียนไปมา
ละเลงสีเทาเข้มบนท้องฟ้ามืดทะมึนนั้น
ทางเดินยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา ผมเดินอยู่คนเดียวที่นั่น เสียงกระดิ่ง “กรุ๊ง กริ๊ง กรุ๊ง กริ๊ง” ดังแว่วแผ่วเบาลอยลมมา
เบื้องหน้าผมเป็นทุ่งหญ้ากว้าง ตรงกลางลานใต้มะขามเทศต้นใหญ่แผ่กิ่งใบเขียวชอุ่ม ทั้งฝักอ่อนฝักแก่ออกเต็มต้น เด็กผู้หญิงในชุดกระโปรงยาวสีเหลืองเธอยืนอยู่ตรงนั้น เป็นสีเหลืองเดียวท่ามกลางสีเทาซีด ภายใต้แรงลมเกี้ยวกราดที่พัดกระหน่ำต้นมะขามเทศ เธอยืนนิ่งสงบหัวไหล่ด้านหลังของเธอตรงราวกับไม้แขวนเสื้อ
ผมเปียสองข้างที่ผูกโบว์สีเหลืองและชายกระโปรงขยับเล็กน้อย เหมือนลมพายุพัดทะลุผ่านตัวเธอไป
เท้าที่เปล่าเปลือยของเธอเปื้อนโคลนเต็มไปหมด นั่นทำให้ผมรู้สึกไม่ดี เศษดินโคลนที่เกาะเป็นก้อนเคลือบไปทั่วนิ้วเท้าเล็ก
ๆ เรื่อยมาจนถึงตาตุ่ม สีดำเป็นเมือกเหมือนมีชีวิตค่อย ๆ
เคลือบกระดุ๊บ ๆ ไปเรื่อยบนผิวหนังขาวซีดของเธอทำเอาตัวผมรู้สึกขยะแขยง
อะไรที่ผมกินเมื่อตอนเย็นขย้อนออกมาจุกที่คอหอย มันพุ่งพรวดออกมาจากปากอย่างไม่ทันตั้งตัว หกรดชุดลูกเสือของผมจนเปรอะเปื้อนไปหมด ผมก้มมองดูมันแล้วอ้วกซ้ำอีกที
“ฮ๊าววววว ..
กูว่ามึงอินกับเกมส์มากเกินไปว่ะ
เอ้อ แต่นั่นแหละ มึงบอกมึงใส่ชุดลูกเสือใช่มั้ย? นั่นล่ะใช่เลย เข้าค่ายตอนม.2ไงล่ะไอ้สัตว์! ที่มึงอ้วกแตกอ้วกแตน แล้วมึงก็ฝังใจ จนตอนนี้ก็ยังไม่หาย”
“แต่กูฝันติด ๆ กันมา 3 คืนแล้วนะโว๊ย!”
“เบา ๆ ก็ได้ไอ้สัตว์ กูได้ยิน .. เออไอ้ห่า
ฝันว่าอ้วกแตกทั้งสามคืน
แล้วมึงตื่นมาไม่เหนื่อยตายเหรอ?”
“ในฝันที่กูอ้วกน่ะ อ้วกเมื่อคืนเท่านั้นแหละ แต่แม่ง ..”
“อะไร?”
“แม่งออกมาเปรอะกูเลย”
“อ้วกเหรอ?”
“เปล่า
ฝันเปียก!”
“ห๊ะ ชิบหาย
นี่มึงฝันว่าอ้วกข้างบนแต่จริง ๆ เสือกมาอ้วกข้างล่างแทน
เรื่องที่3 : ตั้งใจเขียนส่งประกวดที่หลุดโลก เนื่องในวาระอะไรไม่รู้ น่าเขียนต่อมากเลยเรื่องนี้ เพราะจะใส่อะไรลงไปก็ได้
ห่าง
เอี่ยวลากเก้าอี้ออกมานั่ง
มองบนโต๊ะสลับกับบนใบหน้าข้างซ้ายของชายคนนั้นแล้วเอ่ยถาม “พี่เรียกผมมาทำไมเนี่ย?”
ชายคนนั้นขยับตัวหันกลับมา หัวเข่าชนโต๊ะจนชามก๋วยเตี๋ยวกระแทกกัน เก๊งๆ
สองมือคีบมวนบุหรี่ไม่ได้จุดไว้ทุกซอกนิ้วผายออกกว้าง มองจ้องเอี่ยวนัยน์ตาแข็งทื่อ
“มึงไม่เข้าใจกูเหรอวะเอี่ยว?”
“พี่! ผมอยากจะเข้าใจล่ะนะ ..” เอี่ยวกวาดตามองก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กน้ำพองอืดจำนวนเจ็ดชามบนโต๊ะ
“.. สั่งมาเผื่อใครเนี่ย? อย่าบอกนะครับว่ากินคนเดียว
แล้ว ..” เบียร์เย็นจนเป็นวุ้นวางเรียงกันหกขวด
แก้วเปล่าสี่ใบ
ซองบุหรี่ฉีกครึ่งมวนบุหรี่กระจายเกลื่อนเต็มโต๊ะ
“.. พี่ไม่กินเหล้าไม่สูบบุหรี่ไม่ใช่เหรอ?”
ชายคนนั้นชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ “เอี่ยว!
มึงเลิกถามแล้วฟังกูเล่าอะไรซักหน่อยจะได้มั๊ย?”
“งั้นผมขอสั่งผัดไทยมากินก่อน .. เอ่อ! .. ทีหลังก็ได้ครับ เอา พี่เล่ามาเลย”
“มึงเห็นรอยช้ำนี่มั๊ย?” ชายคนนั้นเอาชี้โหนกแก้มขวาเป็นรอยสีม่วงคล้ำ “ก็ไม่มีอะไรหรอก แค่เรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อย
เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อวานนี้เอง
.. กูจะเล่ายังไงดีว๊ะให้มึงเข้าใจ
เอาอย่างงี้ละกันนะเอี่ยว ..
เรื่องของกูมันเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อสมัยกูยังเป็นเด็ก ตอนนั้นกูอายุแค่
9 ขวบเอง
“แต่กูซนชิบหาย แถวบ้านไม่มีใครชอบกูซักคน แล้วหมู่บ้านกูเนี่ยนะมันจะมีบ้านอยู่หลังหนึ่ง บ้านรวยเลยล่ะแล้วเด็กๆ
จะไปเล่นกันอยู่ที่นั่น ช่วงปิดเทอมงี้เด็กตรึม แต่กูเนี่ยเจ้าของบ้านเค้าไม่ชอบไง กูรู้ คนใช้แม่งจะมองแต่กู มองแปลกๆ
กูก็ไม่เข้าไปหรอก แต่ก็มีบ้างนะที่แอบมองดูว่าเค้าเล่นอะไรกัน
เรื่องที่4 :
เป็นเรื่องที่รักมาก ๆ เรื่องนึง
น่าจะเขียนจนจบไปนานแล้ว
คงไม่เขียนต่ออีกแล้วล่ะนะ
พล๊อตเรื่องมีบอกใบ้อยู่แล้วที่ชื่อเรื่อง
ทุ่มทุนสร้างตอนจบมีฉากเครื่องบินตกด้วยนะ
55555555555
เมื่อเครื่องบินสีชมพูปักหัวลง
1
สาวน้อยนอนเปลือยเปล่าในท่าทางที่ไม่ปกตินัก ลำคอและท้ายทอยของเธอแนบชิดติดผนังห้อง
แทบจะทำมุม 90 องศากับลำตัวขาวโพลนซึ่งทอดร่างขวางด้านยาวของที่นอนไว้
ขาของเธอโผล่พ้นขอบที่นอนลงมา สาวน้อยกระดิกนิ้วเท้าขึ้นลงในจังหวะเดียวกันกับที่มือของเธอกำลังสลับนิ้วชี้และนิ้วกลางเขี่ยเล่นไปตามรอยยับย่นของผ้าปูที่นอน นักวิ่งสองนิ้วกำลังวิ่งเหยาะ ๆ เข้าสู่ใจกลางของลายผ้าปูที่นอนรูปใยแมงมุม
ณ ที่นั้น แมงมุมสีดำอ้วนพีกำลังอ้าปากกลม ๆ เต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมคมนับสิบรออยู่
.. ภาพในจอทีวีแข็งค้างที่ตัวการ์ตูนสองตัวกำลังรัวกำปั้นเข้าใส่กัน
.. เครื่องเล่นเกมส์วางเด่นอยู่กลางห้อง สายระโยงระยางของแป้นบังคับพาดอยู่บนคอกีตาร์
.. ข้าง ๆ กีตาร์มีถุงขนมขบเคี้ยวกองโต .. ถัดจากซองขนมที่เปิดอ้าเป็นขวดน้ำอัดลมสีฟ้าใส
น้ำที่เอ่อนองอยู่โดยรอบก้นขวดไหลเลื้อยตามพื้นห้องไปสู่เครื่องโทรศัพท์ ..
สายโทรศัพท์ม้วนตัวพันขยุกขยุยดุจล้อเลียนกับเส้นบะหมี่สำเร็จรูปอืด
ๆ ในถ้วย .. บนที่นอน หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นเปิดกางไว้ครึ่งเล่มคว่ำหน้าอยู่ เมื่อชายหนุ่มปัดมันตกไปที่พื้น สายตาของเธอก็มองลงต่ำตามลงไป
..
ผ่านยอดอกเบลอ ๆ สีชมพูชูชันกระเพื่อมไหวขึ้นลงอย่างช้า ๆ ไปสู่พวงเนื้อก้อนใหญ่ ห้อยย้อยจากตรงกลางหว่างขาชายหนุ่ม สาวน้อยเอื้อมมือไปกำมันเอาไว้ทั้งก้อน
ทั้งนุ่ม นิ่ม เย็นเฉียบอยู่ในอุ้งมือเธอ
สาวน้อยจับจ้องมองดูนิ้วมือตัวเองพริ้วไหว พลางนึกแปลกใจในความหลงไหลที่เธอมีต่อก้อนเนื้อประหลาดพวงนั้น ลูกตาดำเล็ก ๆ ทั้งคู่ของเธอขยับไปมาอย่างซุกซน สำหรับชายหนุ่มแล้ว นั่นคือแววตาของสาวบริสุทธิ์! เขาซุกหน้าลงระหว่างติ่งหูกับซอกคอของหญิงสาว ลมหายใจร้อนผ่าวที่รวยรดทำเอาเธอหัวเราะลั่นด้วยความจั๊กกะจี้ สาวน้อยหนีบคอเบี่ยงตัวหนี ฟาดส้นเท้าเปะปะเข้ากับเสื้อผ้าของเธอที่ถอดกองอยู่ปลายที่นอน
กางเกงในตัวจิ๋วพลิกตัวแผ่อ้าออกรับแสงแดดสีส้มที่ส่องทาบ ละอองไอจาง ๆ ลอยขึ้นมาเป็นสาย ลอยขึ้นไปผสมปนเปกับลมอุ่น ๆ จากโลกภายนอกหน้าต่าง คลุกเคล้าเข้ากับกระแสเสียงหัวเราะสดใสหมุนติ้วเป็นวงอยู่บนเพดาน ก่อนจะแตกกระจายลงสู่เบื้องล่างด้วยเสียงเครื่องบินไอพ่นที่บินผ่าน
คำรามลั่นสั่นสะท้านมาแต่ไกล
2
โอ๊คกับอิมเจอหน้ากันครั้งแรกเมื่อ 6 เดือนก่อน เขาและเธอเผลอจ้องมองกันและกันอยู่ชั่วขณะหนึ่ง(..
ความโดดเดี่ยวเดียวดายของเธอเต้นรำอยู่ตรงหน้าเขา แรกทีเดียวมันเปลือยร่างขาวอล่องฉ่อง
ต้นขาอวบใหญ่ของมันดีดเด้ง อกอูมทั้งสองเต้าเขย่าตัวดึ๋งดั๋ง ดวงตามันแข็งขืนอ้างว้างไร้ความหมายแต่สวยงามจับจิตจับใจ สุดท้ายมันเป็นเพียงแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็ก
ๆ เท้าทั้งสองข้างเปรอะเต็มไปด้วยโคลน
มือของเธอลูบไล้ไปตามเรือนร่างผอมแห้งเห็นซี่โครงขึ้นเป็นแนว โอ๊คเอื้อมมือแห่งความปรารถนาของเขาล้วงเข้าไปในร่องเล็ก
ๆ กลางลำตัวของเธอ อิมแหกขารอให้สัมผัสอยู่แล้ว
เขายิ้มอาย ๆ ให้เธอและเธอก็ยิ้มตอบกลับมา
ชั่วเศษหนึ่งส่วนสิบของเสี้ยววินาทีนั้นอิมรู้สึกได้ถึงแรงสัมผัสหนักหน่วงร้อนแรงตรงหว่างขา
มือแห่งความปรารถนาของเขาได้ล้วงลึกเข้าไปในแก่นกายอันว่างเปล่าของเธอ
.. )
โอ๊คเปิดประตูรถให้ อิมก้าวเข้าไปนั่ง โอ๊คเดินอ้อมมานั่งในที่นั่งคนขับ
สต๊าร์ทรถ ขับออกไป ตลอดทางทั้งสองคนต่างไม่ได้พูดจาอะไรกันเลย
ตีสามของค่ำคืนนั้น ท้องฟ้าโรยเม็ดฝุ่นสีเงินของดวงดาวไว้จนเต็ม อิมเดินตามเขาเข้ามาในห้องแล้วเปลื้องผ้าออกจนหมด หมุนกายล่อนจ้อนให้เขาดูสองสามรอบ
เดินวนไปวนมาบนที่นอน แต่ละก้าวย่าง(อย่างช้า ๆ )เธอจิกปลายเท้าลงบนที่นอนจนเกิดรอยบุ๋มตามติดการเดินวนของเธอ เวลาผ่านไปนับยี่สิบกว่ารอยบุ๋ม
ในที่สุดเธอหยุดนิ่ง ยืนตัวตรง จ้องหน้าเขา มองหาความรู้สึกอะไรก็ตามที่จะปรากฏออกมาบนใบหน้าเขาและเริ่มต้นบอกเล่าเรื่องราวของเธอ
.. ในตอนที่อิมยังเป็นเด็ก อิมชอบกินซูกัส อิมชอบกินขนมซูกัสมาก ๆ แม่ให้ค่าขนมอิมวันละยี่สิบบาท อิมเอาไปซื้อซูกัสกินจนหมด
กินทุกวัน กินจนฟันผุ ฟันหน้าไม่มีเหลือ ใคร ๆ ต่างก็เรียกอิมว่า ‘ยัยหลอลี่’ กลางดึกคืนหนึ่งอาม่าปลุกยัยหลอลี่ตื่นขึ้น
เสียงครวญครางเหมือนผีดังแผ่ว ๆ ในความมืด
อาม่ามือเย็นเฉียบจูงมือยัยหลอลี่ให้ออกไปดูด้วยกัน แสงไฟสว่างวาบ เลือดข้น ๆ ลากยาวเป็นทางจากในห้องน้ำ
(อาม่าเดินขาถ่างนำหน้า ยัยหลอลี่มือเกาะชายเสื้ออาม่าแน่นซอยเท้าถี่
ๆ ตามหลังไป) ทั้งสองตามรอยเลือดมาจนเจอพี่ศรี
พี่ศรีคนใช้นั่งพิงอยู่ข้างตู้เย็นผมเผ้าเนื้อตัวเปียกชุ่ม ผ้าถุงร่นขึ้นมาอยู่เหนือสะโพก
ขนหยิกหยอยตรงหว่างขาของพี่ศรีเคลือบเต็มไปด้วยเมือกสีแดงคล้ำ พี่ศรีเบะปากเมื่อเห็นอาม่า
น้ำตาร่วงเป็นเม็ดแต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากปากของพี่ศรี อาม่าทำท่าเหมือนอยากจะฟาดมือใส่หัวพี่ศรีสักทีสองที
แต่แล้วกลับเอามือปิดตายัยหลอลี่ตะโกนกรอกหูว่ามันเป็นสิ่งไม่ดีไม่ควรดู ดันตัวยัยหลอลี่กลับเข้าไปในห้องปิดประตู(ปัง!)ตามหลัง .. ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน
อาม่านั่นแหละที่นอนแก้ผ้าแหกขาอยู่บนเตียง(เป็นช่วงบ่ายของวันที่อากาศร้อนอบอ้าวสุดทานทน
ใบไม้ไม่กระดิกเลยสักใบ ยัยหลอลี่และเพื่อน ๆ กำลังเล่นซ่อนแอบกัน) ประตูห้องอาม่าเปิดแง้มอยู่ ยัยหลอลี่แทรกตัวผ่านเข้ามาอย่างเงียบกริบ ตรงกึ่งกลางลำตัวที่นูนใหญ่ของอาม่าปกคลุมไปด้วยพงขนเส้นหยาบหนา
รอยแยกเปิดอ้าออกกว้างเหมือนปากของแมงมุมยักษ์เขี้ยวโง้งที่ยัยหลอลี่เคยเห็นในทีวี เมื่ออยู่เบื้องหน้ามัน ยัยหลอลี่รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแมลงเต่าทองตัวเล็ก
ๆ หลงเข้ามาติดกับ ยัยหลอลี่ยืนตัวแข็งอยู่กับที่เป็นเวลานานเนื่องจากไม่รู้ว่าจะขยับหนีไปทางไหนดี(จนในที่สุดเพื่อน ๆ เข้ามาลากตัวเธอออกไปพร้อมทั้งหัวเราะกันคิกคัก)
.. หลายปีต่อมาเมื่อฟันซี่หน้าขึ้นจนครบและไม่มีใครเรียกว่ายัยหลอลี่อีกต่อไป อิมในตอนอายุ 12 ปี
สุดท้ายขอบอกว่า
Blogนี้น่ะ
ขุดเอาเรื่องเก่ามาลงก็แล้ว
เอาเรื่องที่แต่งไม่เสร็จมาลงก็แล้ว
งวดต่อไปคงต้องเป็นเรื่องใหม่มาลงแล้วล่ะ
ขอบอกไว้ลวงหน้าเลย(บอกทีไรไม่ได้เขียนซักที)ว่าชื่อเรื่อง “ซอมบี้”
คัมมิ่งซูน อินเดอะเธียรเตอร์ เนีย ยู
นะ รอหน่อย!!